ข้อมูลทั่วไปจังหวัดเลย

เขตพื้นที่การศึกษาที่ 1

เขตพื้นที่การศึกษาที่ 2

เขตพื้นที่การศึกษาที่ 3

  • จังหวัดเลย
    • ที่ตั้ง
      จังหวัดเลย ตั้งอยู่เหนือสุดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ห่างจากกรุงเทพมหานคร ตามถนนสาย กรุงเทพฯ-ชัยภูมิ-เลย ประมาณ 520 กิโลเมตร อยู่ในแนวเทือกเขาเพชรบูรณ์ รูปร่างของจังหวัดคล้ายกับกะทะใบบัว ปัจจุบันนับเป็นศูนย์กลางการคมนาคมระหว่างภาคตะวันออกเฉียงเหนือกับภาคเหนือ ติดต่อไปยังจังหวัด พิษณุโลก อุตรดิตถ์ เชียงราย ลำปาง ลำพูนและเชียงใหม่ จึงเรียกได้ว่าเป็นประตูสู่ล้านนา และในอนาคตยังจะเป็นประตูสู่ล้านช้าง ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวด้วย โดยคาดว่าจะมีการสร้างสะพานไทย-ลาว ข้ามแม่น้ำเหืองระหว่างอำเภอท่าลี่ กับเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ในอนาคตอันใกล้นี้ ระยะทางจากเลยสู่ล้านช้าง ประมาณ 350 กิโลเมตร
    • พิกัดตำแหน่ง
      จังหวัดเลยตั้งอยู่ที่เส้นละติจูดที่ 16 องศา 45 ลิปดา เหนือ ถึง 18 องศา 10 ลิปดา เหนือ และลองติจูดที่ 100 องศา 50 ลิปดา ตะวันออก ถึง 102 องศา 10 ลิปดา ตะวันออก
    • ขนาดพื้นที่
      มีเนื้อที่ทั้งสิ้น 11,424.61 ตารางกิโลเมตร หรือ 7,140,382 ไร่ หรือประมาณร้อยละ 6.77 ของพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
    • ลักษณะพื้นที่
      จังหวัดเลยตั้งอยู่บนพื้นที่ราบสูง ภูมิประเทศส่วนใหญ่ เป็นเทือกเขายาวในแนวทิศเหนือใต้ โดยมีที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา ขนาดไม่ใหญ่มากนัก สลับอยู่แนวเทือกเขาเหล่านั้น หินที่พบในบริเวณนี้ส่วนใหญ่เป็นหินที่มีอายุมากเช่น
      • หินแปรยุคไซลูเรียน-ดีโวเนียน อายุ 438-378 ล้านปี
      • หินปูนยุคดีโอเนียนตอนกลาง อายุ 380 ล้านปี
      • หินตะกอนและหินแปรชั้นต่ำของยุคคาร์บอนิเฟอรัส อายุ 360-280 ล้านปี
      • หินปูนและหินดินดานยุคเพอร์เมียน อายุ 286-248 ล้านปี
      • หินตะกอนยุคไทรแอสซิก อายุ 220 ล้านปี
        และพบหินยุคโคราชบริเวณภูเขายอดราบอยู่บนหินเหล่านี้ เช่น ภูผาจิต ภูหอ ภูกระดึง ภูหลวง ภูขัด ภูเมี่ยง เนื่องจากชั้นหินเกือบทั้งหมดวางอยู่แนวเหนือใต้ จึงควบคุมให้เกิดที่ราบลุ่มระหว่างหุบเขา และทิศทางการไหลของแม่น้ำเป็นแนวเหนือใต้ ดังนั้นแม่น้ำเลยจึงไหลจากใต้ขึ้นเหนือ
    • สภาพธรณีวิทยา
      หมวดหินที่พบในจังหวัดเลย มีรายละเอียดสังเขปดังนี้
      หมวดหินห้วยหินลาด (Huai Hinlat Formation) พบบริเวณหินลาด กม. ที่ 109.5 บนถนนหมายเลข 201 ขอนแก่น-เลย ทิศใต้ของผานกเค้า อำเภอภูกระดึง ประกอบด้วยหินกรวดมน เนื้อปูน (Limestion Conglomerate) เป็นหินฐานและมีหินดินดาน หินทราย แป้งและหินสีแดง สลับกับหินดินดาน และหินปูนสีเทา มีอายุประมาณยุคไทรแอสซิกตอนกลาง (Upper Triassic Period) 
      หมวดหินภูกระดึง (Phu Kradung Formation) หินแม่แบบที่เชิงเขาของภูกระดึง ตำบลศรีฐาน อำเภอภูกระดึง ประกอบด้วยหินจำพวกหินทราย เนื้อละเอียด และหินดินดานง่ายต่อการผุพัง จึงทำให้สภาพภูมิประเทศที่ประกอบด้วยหินหน่วย นี้เป็นที่ราบ และมักจะเป็นฐานของสันเขาที่เกิดจากหมวดหินพระวิหาร มีความหนาแน่นประมาณ 800-1,100 เมตร มีอายุประมาณยุคจูลาสิคตอนบน (Over Jurassic Period)
    • สภาพอุทกธรณีวิทยา
      ส่วนใหญ่จะเป็นชั้นหินใต้หินเฉพาะแห่ง (Lacolly Productive Aquifers) ซึ่งให้น้ำในปริมาณมากพอสมควรเป็นแห่งๆ ชั้นหินอุ้มน้ำส่วนใหญ่เป็นหินใต้น้ำชุดโคราชตอนล่าง (Lower Korat Aquifer:Jik) บ่อลึกประมาณ 60 เมตร ให้น้ำมากถึง 10-50 ลูกบาศก์เมตร/ซม. คุณภาพน้ำดี
    • สภาพปฐพีวิทยา
      สภาพทางปฐพีวิทยา ประกอบไปด้วยชุดดินหางดง ชุดดินพาน ชุดดินราชบุรี ชุดดินแม่ลาย มีการระบายน้ำเร็ว หรือค่อนข้างเร็ว มีความอุดมสมบูรณ์ค่อนข่างต่ำถึงปานกลาง ปฏิกิริยาดินเป็นกรดปานกลางถึงเป็นด่างอ่อน ประมาณ 6.0-8.0 กลุ่มดินเหล่านี้มีสภาพพื้นที่ราบเรียบเหมาะสำหรับทำนา
      ส่วนกลุ่มดินที่มีสภาพพื้นที่เป็นลูกคลื่น ลอนลาดไปจนถึงเนินเขาเป็นดินร่วนเหนียว ดินเหนียวปนทรายแป้ง มีการระบายน้ำดีถึงปานกลาง ซึ่งได้แก่ ชุดดินเลย ชุดดินวังไห ชุดดินธาตุพนม ชุดดินด่านซ้าย ชุดดินสันป่าตอง ชุดดินห้างฉัตร ชุดดินโคราช ชุดดินเหล่านี้เป็นชุดดินส่วนใหญ่ของจังหวัดเลย ที่มีความลาดชัน และมักจะเกิดปัญหาเกี่ยวกับการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ซึ่งเกษตรกรจังหวัดเลยต้องปลูกพืชตามระบบอนุรักษ์ดินและน้ำ
    • สภาพอุทกวิทยาของลุ่มน้ำ
      มีการกระจายแหล่งน้ำตามธรรมชาติไม่มากนัก มีแม่น้ำโขง เหือง เลย น้ำพอง น้ำสาน ห้วย ลำธาร คลอง จำนวน 922 สาย หนอง บึง 148 แห่ง น้ำพุ น้ำซับ 72 แห่ง
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงยาว 71 กม. และแม่น้ำเหือง 123 กม. (รวม 194 กม.) เป็นเส้นกั้นเขตแดน
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ เทือกเขาเพชรบูรณ์ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอนครไทย อำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอน้ำโสม อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดอุดรธานี และอำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
    • ประวัติความเป็นมา
      ดินแดนซึ่งเป็นที่ก่อตั้งของจังหวัดเลย มีหลักฐานและประวัติความเป็นมาว่าก่อตั้งโดยชนเผ่าไทยที่สืบเชื้อสายมาจากบรรพบุรุษที่ก่อตั้งอาณาจักรโยนก โดยพ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมือง ได้อพยพผู้คนจากอาณาจักรโยนกที่ล่มสลายแล้ว ผ่านดินแดนล้านช้าง ข้ามแม่น้ำเหืองขึ้นไปทางฝั่งขวาของลำน้ำหมัน จนถึงบริเวณที่ราบ พ่อขุนผาเมืองได้ตั้งบ้านด่านขวา ส่วนพ่อขุนบางกลางหาวได้แบ่งไพร่พลข้ามลำน้ำหมันไปทางฝั่งซ้าย สร้างบ้านด่านซ้าย จากนั้นได้อพยพขึ้นไปตามลำน้ำและได้สร้างบ้านหนองคูขึ้น พร้อมกับนำชื่อหมู่บ้านด่านซ้ายมาขนานนามหมู่บ้านหนองคูใหม่เป็นเมืองด่านซ้าย และอพยพไปอยู่ที่ บางยางในที่สุด
      ต่อมามีชาวโยนกกลุ่มหนึ่ง ได้อพยพมาตั้งบ้านเรือนระหว่างชายแดนตอนใต้ของอาณาเขตล้านนาไทย ต่อแดนล้านช้างอยู่ระยะเวลาหนึ่ง ก่อที่จะอพยพหนีภัยสงครามข้ามลำน้ำเหืองมาตั้งเมืองเซไลขึ้น จากหลักฐานสมุดข่อยที่มีการค้นพบ เมืองเซไลอยู่ด้วยความสงบร่มเย็นมาจนกระทั่งถึงสมัยเจ้าเมืองคนที่ 5 เกิดทุพภิกขภัยขึ้น จึงได้พาผู้คนอพยพไปตามลำแม่น้ำเซไลและได้ตั้งบ้านเรือนขึ้น ขนานนามว่า“ห้วยหมาน”
      ในปี 2396 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ทรงพิจารณาเห็นว่า หมู่บ้านแฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมห้วยน้ำหมานและอยู่ใกล้กับแม่น้ำเลย มีผู้คนเพิ่มมากขึ้น สมควรจะได้ตั้งเป็นเมือง เพื่อประโยชน์ในการปกครองอย่างใกล้ชิด จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งเป็นเมือง เรียกชื่อตามนามของแม่น้ำเลยว่า “เมืองเลย”
      ต่อมาในปี พ.ศ. 2440 ได้มีการประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองพื้นที่ ร.ศ. 116 แบ่งการปกครองเมืองเลยออกเป็น 4 อำเภอ อำเภอที่ตั้งเมืองคือ อำเภอกุดป่อง ในปี พ.ศ. 2442-2449 ได้เปลี่ยนชื่อเมืองเลย เป็นบริเวณลำน้ำเลย ในปี พ.ศ. 2449-2450 ได้มีประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2450 ยกเลิกบริเวณลำน้ำเหืองให้คงเหลือไว้เฉพาะเมืองเลย โดยให้เปลี่ยนชื่ออำเภอกุดป่อง เป็น อำเภอเมืองเลย จนถึงปัจจุบัน
      • ยุคก่อนประวัติศาสตร์
        - 9,000 ปี ยุคหิน วัฒนธรรมโฮบินเนียนตอนปลาย ครั้งที่มนุษย์ยังเร่ร่อนยังชีพด้วยการเก็บของป่า ล่าสัตว์ และเก็บพืชพันธ์ในป่าเป็นอาหาร มีการค้นพบหลักฐานพวกเครื่องมือ
        หินกะเทาะ ซึ่งทำจากกรวดแม่น้ำ และเศษภาชนะดินเผา บริเวณริมฝั่งแม่น้ำโขง ในท้องที่อำเภอเชียงคาน
        - 5,000 ปี ยุคหิน ร่วมสมัยกับแหล่งโบราณคดีบ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี มีการค้นพบหลักฐานคือ เครื่องมือหินขัด เช่นขวานหินขัด และกำไลหิน กระจายอยู่ตามแหล่งต่าง ๆ เกือบ 100 แห่ง ในท้องที่อำเภอท่าลี่ อำเภอปากชม และอำเภอเชียงคาน ทางตอนเหนือต่อลงมาตามแนวที่ราบตอนกลาง และตอนใต้ของจังหวัด ในบริเวณอำเภอเมืองเลยและอำเภอวังสะพุง
        - 4,000-2,000 ปี ยุคสัมฤทธิ์ พบหลักฐานที่ทำให้สันนิษฐานได้ว่า มีการขุดแร่เหล็กและทองแดงในบริเวณอำเภอปากชมและอำเภอเมืองเลยขึ้นมาใช้
      • ยุคประวัติศาสตร์
        - พุทธศตวรรษที่ 13-17 ยุคทวารวดี พบใบเสมาหินที่ตำบลวังสะพุง อำเภอวังสะพุง
        - พุทธศตวรรษที่ 21 เกิดการสร้างบ้านแบ่งเมืองสามแห่งในพื้นที่จังหวัดเลย คือ บ้านเซไล ในที่ราบลุ่มตอนกลางของจังหวัด เมืองเชียงคาน ทางตอนเหนือ ติดริมฝั่งแม่น้ำโขง และเมืองด่านซ้าย ทางทิศตะวันตก เมืองทั้งสามแห่งนี้และเมืองใกล้เคียงอยู่ภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านช้าง
        - พ.ศ. 2103 สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์ กษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต ทรงร่วมกันสร้างพระธาตุศรีสองรักขึ้น ที่เมืองด่านซ้าย เพื่อเป็นสักขีพยาน ในการทำสัมพันธไมตรีระหว่างสองอาณาจักรคือ อยุธยากับล้านช้าง ขณะนั้นพม่าในรัชสมัยพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ถึงสมัยพระเจ้าบุเรงนอง กำลังแผ่ขยายอำนาจเข้ามายังลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาและลุ่มน้ำโขง
        - พ.ศ. 2220 มีจารึกการสร้างที่วัดศรีภูมิ ตำบลกุดป่อง ซึ่งเมืองด่านซ้ายและเมืองเชียงคาน เป็นเมืองที่ถูกเอ่ยถึงในประศาสตร์ ส่วนร่องรอยของเมืองในสมัยโบราณเป็นคูเมือง เช่น เมืองตูม ที่อำเภอท่าลี่
        - พ.ศ. 2238 เกิดความวุ่นวายในอาณาจักรล้านนา เป็นเหตุให้ต้องแบ่งแยกออกเป็น 2 แคว้น คือ หลวงพระบางทางเหนือ และเวียงจันทร์ทางใต้ เมืองเชียงคานกลายเป็นเมืองหน้าด่านของหลวงพระบาง ป้องกันการรุกรานจากฝ่ายเวียงจันทร์ ขณะนั้นเมืองเชียงคานตั้งอยู่ฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงในอาณาเขตประเทศลาว
        - พ.ศ. 2321 ล้านช้างรวมทั้งเชียงคานตกเป็นประเทศราชของไทย ในสมัยกรุงธนบุรี
        - พ.ศ. 2396 เลยได้รับการสถาปนาขึ้นเป็นเมืองเลย ขึ้นกับมณฑลอุดร รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ตั้งท้าวคำแสน เป็น “หลวงศรีสงคราม” เจ้าเมืองคนแรก
        - พ.ศ. 2446 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เกิดกรณีพิพาทระหว่างไทยกับฝรั่งเศส จนไทยต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศส คนจากเมืองเชียงคานเดิม จึงอพยพมาตั้งบ้านเมืองใหม่อยู่ฝั่งไทย โดยใช้ชื่อเดิม คือ เชียงคาน
        - พ.ศ. 2476 ยกฐานะเมืองเลย ขึ้นเป็นจังหวัด
        - พ.ศ. 2504 ตัดทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 201 เชื่อมขอนแก่นกับเมืองเลย ในสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม นับเป็นการเปิดเมืองเลย ออกสู่โลกภายนอก เส้นทางสายนี้ยังทำให้คนจากต่างถิ่นอพยพเข้าสู่เมืองเลยมากขึ้น
        - พ.ศ. 2535 พัฒนาเมืองเลย เป็นศูนย์สนับสนุนการท่องเที่ยวบริเวณริมแม่น้ำโขง
        - พ.ศ. 2440 มีการประกาศใช้ พระราชบัญญัติลักษณะการปกครองพื้นที่ ร.ศ. 116 แบ่งการปกครองเมืองเลย ออกเป็น 4 อำเภอ อำเภอที่ตั้งเมืองเลยคือ อำเภอกุดป่อง
        - พ.ศ. 2442-2449 เปลี่ยนชื่อเมืองเลย เป็นบริเวณลำน้ำเลย
        - พ.ศ. 2449-2450 เปลี่ยนชื่อเมืองเลย เป็นบริเวณลำน้ำเหือง
        - พ.ศ. 2450 มีประกาศ กระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2450 ยกเลิกบริเวณลำน้ำเหือง ให้คงเหลือไว้เฉพาะเมืองเลย โดยให้เปลี่ยนชื่ออำเภอกุดป่อง เป็นอำเภอเมืองเลย จนถึงปัจจุบัน
    • สัญลักษณ์และตราประจำจังหวัดเลย
      เป็นภาพพระธาตุศรีสองรัก ลักษณะอุเทสิกเจดีย์ สร้างเป็นอนุสรณ์การปักปันเขตแดนในรัชสมัยของสมเด็จพระมหาจักรพรรดิแห่งกรุงศรีอยุทธยา กับพระเจ้าไชยเชษฐาแห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต (เวียงจันทร์) ก่อสร้างเมื่อประมาณจุลศักราช 922 (พ.ศ.2106) ตั้งอยู่วัดพระธาตุศรีสองรัก ซึ่งเป็นวัดที่ไม่มีพระภิกษุสงฆ์พำนัก ริมแม่น้ำหมัน บ้านนาหัวยุง ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย องค์พระธาตุก่ออิฐถือปูน มีฐานสี่เหลี่ยมจตุรัส ขนาดกว้างด้านละ 10.47 เมตร สูง 19.19 เมตร บนยอดพระธาตุมีแก้วครอบเป็นโคม มีกระดิ่งลูกเล็ก ๆ แขวนอยู่เหนือโคม กรมศิลปากรประกาศให้เป็นโบราณสถานแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478 (ที่มา :เอกสาร กองโบราณคดี หมายเลข 21/2534)
    • คำขวัญประจำจังหวัด
      “เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู”
    • ธงประจำจังหวัด
      พื้นสีฟ้ามีตราประจำจังหวัดเลย เป็นรูปพระธาตุศรีสองรักอยู่ในวงกลมบนผืนผ้าทั้งสองด้าน
    • ต้นไม้ประจำจังหวัด
      ชื่อ พรรณไม้ สนสามใบ ชื่อ วิทยาศาสตร์ Pinus Kesiya
    • ดอกไม้ประจำจังหวัด
      ดอกพุด
    • เชื้อชาติ 
      ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเลย มีอยู่หลายกลุ่ม คือ
      • คนไทเลย
        คนเมืองเลยเรียกตนเองว่า “ไทเลย” เรียกคนจังหวัดอื่น แม้แต่คนอีสานด้วยกันเองว่า“ไทใต้” แต่เรียกคนกรุงเทพฯ ว่า “ไทกรุงเทพฯ” คำว่า “ไทเลย” ก็ใช่ว่าจะใช้เรียกคนเมืองเลยทุกคนเสมอไป แต่ก่อนยังมีการแบ่งกันเองอีก ชาวบ้านป่าอย่างแถบอำเภอด่านซ้าย นาแห้ว มักถูกคนในเมืองเรียกว่า “ไทด่าน” หมายถึงคนล้าสมัย ต่อเมื่อถนนตัดผ่าน คำนี้จึงหมดความหมายไป 
        คนเมืองเลยถ้าจะกล่าวไปแล้ว ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ผิวขาว ละม้ายกับคนทางเหนือ โดยเฉพาะหญิงในวัยชรานั้น นิยมไว้ผมยาวเกล้ามวยไม้ด้านหลัง เก็บไรผม หวีเรียบแปล้ บุคลิกสมถะ เรียบง่าย รักสงบ อยู่ในศีลสัตย์ เอ่ยเอื้อนด้วยถ้อยสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ที่เรียกว่า ภาษาไทเลย ซึ่งชวนให้รู้สึกเย็นใจ เมื่อได้ร่วมโอภาปราศรัย 
        กล่าวกันว่า คนเมืองเลยย้ายออกไปหางานทำนอกถิ่นฐานค่อนข้างน้อย เมื่อเทียบกับคนอีสานจังหวัดอื่น หลายคนให้เหตุผลตรงกันว่า เพราะผืนดินเมืองเลยมีความอุดมสมบูรณ์ แม้ว่าจะเป็นป่าเขาถึงค่อนเมือง ที่ราบมีน้อย แต่ก็ให้ผลผลิตอย่างคุ้มค่า ประชาชนจึงหาอยู่หากินเฮ็ดไร่เฮ็ดนาได้ผลดี จนกล้ายืนยันได้ว่า ไม่มีขอทานในเมืองเลย
        • สำเนียงและภาษาพูด 
          คนเมืองเลยเป็นใคร มาจากไหน คงตอบไม่ได้แน่ชัดลงไป เพราะไม่มีหลักฐานที่ชี้ชัดแน่นอน แต่อาจารย์สาร สาระทัศนานันท์ นักประวัติศาสตร์ท้องถิ่นเมืองเลย ให้ความเห็นว่า “มีสำเนียงพูดคล้ายประชาชนในเขตอำเภอหล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ อำเภอน้ำปาด จังหวัดอุตรดิตถ์ และคล้ายประชาชนในแขวงไชยบุรีและหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สำเนียงพูดบางพยางค์ออกเสียงสูงคล้ายชาวปักษ์ใต้ เสียงพูดไพเราะนุ่มนวล จึงไม่เหมือนชาวจังหวัดใดในภาคอีสานด้วยกัน 
          ที่ว่าสำเนียงพูดของชาวไทเลยนั้นเหมือนกับคนหลวงพระบาง ก็เช่น ท้ายประโยคมักเป็นเสียงสูง บางคนก็ว่าคล้ายกับภาษาปักษ์ใต้ สระไอ มักกลายเป็นสระเออว เช่น เซไล เป็น เซเลย หรือ เซเลอว ซำเหนือ เป็น ซำเหน่อ เป็นต้น หรือบางประโยคก็ต่างไปจากอีสาน เช่น คำทักทาย ไปไหนมา ถ้าเป็นชาวอีสานทั่วไป จะพูดว่า “ไปไส” แต่คนเมืองเลยจะพูดว่า “ไปหยัง” หรือ “ไปได๋ล่ะ” 
          ไม่เพียงแต่สำเนียงเหมือนหลวงพระบางเท่านั้น ร่องรอยที่ยังพอมีเหลือให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ประเพณีแห่ผีตาโขนใหญ่ อำเภอด่านซ้าย ก็มีรูปแบบที่จำอย่างมาจากประเพณีปู่เยออย่าเยอ จากเมืองแก่นท้าว แขวงไชยบุรี ใกล้หลวงพระบาง นอกจากนี้ยังมีรสนิยมในด้านอาหารการกินบางอย่างไปละม้ายคล้ายคนหลวงพระบาง เช่น คนเมืองเลยแท้ไม่ชอบกินปลาร้า หรือถ้าจะกินต้องทำให้สุกเสียก่อน เป็นต้น 
          สำเนียงในบางอำเภอยังต่างกันไปอีก เช่น คนอำเภอเชียงคาน เป็นที่ยอมรับของคนเมืองเลยด้วยกันเองว่า มีสำเนียงนุ่มนวล พูดช้าคล้ายภาษาเหนือ ฟังแล้วไพเราะอ่อนหวาน ส่วนอำเภอนาด้วง อำเภอภูกระดึง อำเภอผาขาว อำเภอภูหลวง พูดภาษาอีสานกันเป็นส่วนมาก เพราะเป็นกลุ่มคนจากอุดรธานี ขอนแก่นเข้ามาตั้งรกรากใหม่ ส่วนคนวังสะพุงมีสำเนียงที่เป็นเอกลักษณ์ชัดเจน เพราะพูดเร็วและห้วนกว่าที่อื่น คนเลยเรียกว่า “ภาษาวังสะพุง” 
          หากดูตามแผนที่ จะเห็นศูนย์กลางอาณาจักรหลวงพระบางตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงทางเหนือ น้ำโขงไหลล่องใต้สู่อำเภอเชียงคาน อันเป็นเสมือนประตูเปิดรับคนเข้าสู่พื้นที่เมืองเลยได้อย่างสะดวกรวดเร็ว 
          ในสมัยรัชกาลที่ 4 ประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า ในจังหวัดเลยมีชุมชนหนาแน่นทั้งหมด 3 ชุมชน ซึ่งต่อมาได้พัฒนาขึ้นเป็นอำเภอต่างๆ คือ อำเภอกุดป่อง อำเภอท่าลี่ และอำเภอนากอก อำเภอต่างๆ เหล่านี้ขึ้นอยู่กับมณฑลอุดร ด่านซ้ายเดิมอยู่กับมณฑลพิษณุโลก เมืองเชียงคานอยู่กับเมืองพิชัย วังสะพุงขึ้นอยู่กับหล่มสัก ต่อมาเมื่อมีการเปลี่ยนการปกครองในปี พ.ศ. 2450 อำเภอต่างๆ เหล่านี้จึงโอนมาขึ้นกับเมืองเลยทั้งหมด 
          เมืองเลยตั้งอยู่ริมฝั่งลำน้ำหมานกับลำน้ำเลย เป็นชุมชนเล็กๆ ที่ไม่ค่อยติดต่อกับบุคคลภายนอกมากนัก เพราะเป็นเมืองปิด มีทิวเขาโอบล้อม 
          กลุ่มคนที่เข้ามาในเมืองเลยและทำให้เมืองเลยเป็นที่รู้จักกว้างขวางออกไปคือ พระสงฆ์ที่เข้ามาแสวงหาความวิเวก เพื่อบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน อาทิ หลวงปู่มั่น หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่ตื้อ ซึ่งล้วนแต่เป็นเกจิอาจารย์สายวิปัสสนาที่รู้จักนับถือกันทั่วไป แม้ทุกวันนี้ก็ยังมีสำนักสงฆ์และวัดป่าสำหรับประกอบกิจกรรมดังกล่าวเป็นจำนวนมาก พระเกจิอาจารย์เหล่านี้ มีอิทธิพลช่วยกล่อมเกลาชาวบ้านที่เชื่อเรื่องผีให้หันเข้าหาหลักพุทธศาสนามากขึ้น ดังปรากฏในปัจจุบันว่า คนเมืองเลยโดยรวมยึดมั่นในศีลธรรมอย่างเคร่งครัด จนเป็นที่ทราบกันดีว่าหากผู้มาติดต่อต้องการพบปะชาวบ้าน ต้องไปในวันพระ เพราะเป็นวันหยุดงาน ไม่ออกไปไร่ไปนา 
          เมื่อสถาบันราชภัฏเลย ได้ตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2516 พร้อมๆ กับการตัดถนนชื่อ ถนนมะลิวัลย์เชื่อมจังหวัดเลย-ขอนแก่น ก็เริ่มมีคนจากต่างถิ่นเข้ามาประกอบธุรกิจมากขึ้น จากการที่มีกลุ่มคนเข้ามามากนี่เอง จากตำบลนาด้วง จึงขยายเป็นอำเภอนาด้วงในปี พ.ศ. 2534 
          ส่วนอำเภอเชียงคานนั้น เป็นชุมชนเก่าโบราณตั้งอยู่ริมฝั่งโขง เดิมชื่อบ้านท่านาจัน คนพื้นถิ่นอพยพหนีศึกฮ่อมาจากเมืองเชียงคานเดิม หรือเมืองสานะคามฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรหลวงพระบาง และด้วยเหตุที่ตั้งอยู่ริมฝั่งโขง เดินทางติดต่อทั้งฝั่งลาวและทางหนองคายได้สะดวก ทั้งยังเป็นท่าเรือที่จะขึ้นไปยังหนองคาย เพื่อเดินทางโดยรถไฟต่อไปยังกรุงเทพฯ ด้วยเชียงคานในอดีตจึงเป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าในแถบนี้ เมื่อครั้งลาวยังไม่เปลี่ยนแปลงการปกครอง เชียงคานจึงเป็นชุมชนที่เจริญหนาแน่นไปด้วยผู้คน 
          แม้ปัจจุบันภาพลักษณ์ทางเศรษฐกิจการค้าจะเปลี่ยนไป เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในลาว แต่ในสายตาคนเมืองเลยด้วยกัน ฐานะทางเศรษฐกิจของคนเชียงคานก็ยังจัดว่าดี เพราะเชียงคานอยู่ในพื้นที่ราบลุ่ม ดินดำน้ำชุ่ม ทำการเกษตรได้ผลดี การเกษตรเข้ามาแทนที่การค้าในอดีต ปัจจุบันประชากรหนาแน่นมากขึ้น เพราะคนจากภายนอก เช่น จากหนองคาย อพยพเข้ามาอาศัยอยู่ในอำเภอปากชม ปัจจุบันทางราชการได้เปิดด่านถาวรในอำเภอนี้ด้วย เพื่อให้พี่น้องสองฝั่งไทย-ลาว ได้ไปมาหาสู่กันโดยสะดวก 
          ในอำเภอเชียงคาน ยังมีชนกลุ่มน้อยอีกสองกลุ่มคือ ไทยดำ อพยพหนีมาจากเมืองเชียงขวาง แคว้นพวน ในปี พ.ศ. 2417 เพราะจีนฮ่อเข้ามาปล้น ทางหลวงพระบางขอให้ฝ่ายไทยส่งกองทัพไปช่วยเหลือ เมื่อเหตุการณ์สงบ ไทยได้กวาดต้อนชาวไทยดำเข้ามาด้วย โดยให้ทำมาหากินตามที่ต่าง ๆ เช่น เพชรบุรี ราชบุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี และพิษณุโลก 
          หลังจากนั้นประมาณ 8 ปี ฝรั่งเศสเข้าครอบครองดินแดนล้านช้าง และได้ขอให้ไทยส่งคนอพยพคืนสู่ภูมิลำเนาเดิม ชาวไทยดำบางส่วนเห็นว่าต้องบุกป่าฝ่าดง ส่วนหนึ่งจึงขอหยุดตั้งหลักแหล่งที่บ้านนาป่าหนาด อำเภอเชียงคาน มาจนกระทั่งปัจจุบัน 
          ชาวไทยดำเดิมมีความเชื่อเรื่องผีฟ้า หรือ “แถน” คือ เชื่อว่าแถนเป็นผู้สร้างโลกและบันดาลให้มีทุกสิ่งทุกอย่าง นอกจากนี้ยังนับถือผีบรรพบุรุษอีก หรือที่เรียกว่า “ผีเฮือน” หรือ “ผีเรือน” ซึ่งเมื่อตายแล้วจะไม่ไปไหน ยังคงวนเวียนคอยช่วยเหลือลูกหลานอยู่ ด้วยเหตุนี้เมื่อชาวไทยดำตายลง ลูกหลานจะนำศพไปฝัง และไปเชิญผีจากหลุมหลังจากที่ตายแล้ว 3 วัน เรียกว่า “พิธีเอาผีขึ้นเรือน” ในบ้านเรือนจะจัดที่มุมใดมุมหนึ่งของห้องเป็น “กะลอห้อง” หรือ “กะลอฮ้อง” มีพาข้าว (ถาดใส่ข้าว) เป็นที่บูชาผีบรรพบุรุษ ปกติไม่อนุญาตให้ผู้อื่นที่ไม่ใช่ญาติเข้าไป 
          ปัจจุบัน ชาวไทยดำที่บ้านนาป่าหนาดหันมาสนใจพุทธศาสนามากขึ้น และเริ่มเผาศพแทนที่จะฝังอย่างเดิม อย่างไรก็ตาม ชาวไทยดำยังคงสื่อสารด้วยภาษาพูดเฉพาะกลุ่ม และยังคงติดต่อกับชาวไทยดำทางเพชรบุรีอย่างต่อเนื่อง แม้จะผ่อนคลายความเคร่งครัดในประเพณีการแต่งกายและภาษาพูดไปบ้างก็ตาม 
          ไทยพวน ในอำเภอเชียงคานมีชาวไทยพวนอยู่ 2 หมู่บ้าน คือ บ้านกลางและบ้านบุฮม แต่ที่บ้านบุฮมเป็นชุมชนใหญ่กว่า โดยมีประวัติความเป็นมาคือ ปู่ย่าตายายมีรกรากเดิมอยู่เมืองเตาไห ห่างจากเมืองหลวงพระบางประมาณ 3 กิโลเมตร ครั้งที่พวกจีนฮ่อ รุกราน ได้อพยพล่องตามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮม ทำมาหากินอยู่ได้ 6 ปี มีผู้คนมากขึ้น จึงได้ขยับขยายไปอยู่ที่บ้านกลางอีกแห่งหนึ่ง 
          ปัจจุบันชาวไทยพวนเหล่านี้ประกอบอาชีพเกษตรกรรม และยังเชื่อเรื่องการเข้าทรงอย่างแน่นแฟ้น 
          คนวังสะพุงนั้น รกรากอยู่ที่นี่มาแต่เดิม ไม่เคยโยกย้าย เพราะสภาพพื้นที่เหมาะสม ดินดี น้ำดี ทำการเกษตรได้ผลดี คนวังสะพุงจึงมีฐานะดี คนในอำเภอผาขาว อพยพมาจากอุดรธานี ขอนแก่น เข้ามาหาที่ทำกิน ส่วนคนอำเภอด่านซ้ายบางส่วน มาจากเพชรบูรณ์ พิษณุโลก แพร่ น่าน และอุตรดิตถ์
          คนนาแห้ว เดิมส่วนหนึ่งมาจากจังหวัดอุตรดิตถ์เช่นกัน คนสองอำเภอนี้จึงเกี่ยวดองเป็นญาติกัน และอีกส่วนหนึ่งเป็นคนแถบจังหวัดอุดรธานี ยโสธร เป็นต้น ที่เข้ามาทำมาหากิน คนอำเภอนี้ได้ชื่อว่าเป็นพุทธศาสนิกชนที่อยู่ในศีลธรรมอย่างเข้มข้น ส่วนมากไม่เชื่อเรื่องผีหรือไสยศาสตร์ วันพระข้างขึ้นและแรม 7 และ 8 ค่ำ ขึ้นและแรม 14 และ 15 ค่ำ ถือเป็นวันถือศีล คนนาแห้ว โดยเฉพาะที่บ้านแสงภา จะหยุดทำงาน อยู่บ้านเพื่อทำบุญถือศีล ไม่พูดปด ละจากการฆ่าสัตว์ แม้การทอดไข่กินสักฟองก็ไม่ทำกัน ชาวนาแห้วถือพระธาตุดินแทนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อควบคุมความประพฤติของคนในหมู่บ้านและนี่คือลักษณะความผสมผสานทางวัฒนธรรมของคนไทเลย
      • ชาวไทดำ 
        ชาวไทดำอพยพมาจากแคว้นพวน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวในปัจจุบัน ในปี พ.ศ. 2417 พวกฮ่อยกกำลังมาตีเมืองเชียงขวาง ซึ่งเป็นหัวเมืองสำคัญในแคว้นพวน จึงได้มีการขอความช่วยเหลือมายังไทย โดยมีพระยาภูธราภัยเป็นแม่ทัพคุมกองทัพไปปราบฮ่อ ผลการปราบฮ่อครั้งนั้นไทยชนะ และไทยได้ใช้นโยบายอพยพผู้คนจากแคว้นพวนเข้ามายังประเทศไทย ชาวไทดำถูกกวาดต้อนมาถึงกรุงเทพฯ ภายหลังพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ไปตั้งหลักแหล่งที่บ้านหมี่ คลองสนามแจง จังหวัดลพบุรี ต่อมาเจ้าเมืองบริขันธ์มาทูลขอราษฎรกลับไปยังเมืองเชียงขวางตามเดิม โดยเริ่มอพยพลงมาตามเส้นทางเรื่อย ๆ จนได้มาพักที่บ้านน้ำกอใหญ่ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์ ต่อมาชาวไทดำกลุ่มหนึ่งได้เดินทางข้ามแม่น้ำโขงไปยังบ้านน้ำกุ่ม แขวงเวียงจันทน์ แต่ในขณะนั้นเขตเวียงจันทน์มีปัญหาการเจรจากับฝรั่งเศส ไทดำจึงข้ามแม่น้ำโขงย้อนกลับมาตั้งหมู่บ้านที่ตาดซ้อ ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน อยู่ได้ระยะหนึ่ง จึงอพยพมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านนาเบน และได้อพยพมาตั้งหลักแหล่งถาวรที่หมู่บ้านนาป่าหนาด ตำบลเขาแก้ว อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย เมื่อปี พ.ศ. 2438 โดยมีจำนวนครัวเรือนในขณะนั้น 15 หลัง 
        สภาพเป็นอยู่ของชาวไทดำค่อนข้างเรียบง่าย การแต่งกายผู้ชายจะสวมเสื้อที่ทอด้วยผ้าสีดำ ผ่าหน้า แขนกระบอก ติดกระดุมเงิน 11 เม็ด ลักษณะกระดุมเป็นรูปผักบุ้ง ตัวเสื้อผู้ชายจะยาวกว่าเสื้อผู้หญิง มีกระเป๋าทั้งสองข้างตรงชายล่าง กางเกงจะเป็นขายาว ลักษณะรูปทรงคล้ายกางเกงจีนจะใช้ผ้าสีดำเข้มในการตัดเย็บ
        ส่วนผู้หญิงจะใส่เสื้อที่เป็นสีดำคอกลมผ่าหน้า แขนกระบอก เข้ารูป ติดกระดุมเป็นรูปผีเสื้อ และนุ่งผ้าซิ่นที่ทอเป็นลายพื้นเมือง นิยมโพกศีรษะด้วยผ้าซึ่งทอด้วยฝ้ายย้อมดำความกว้างประมาณ 40 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.20 เมตร ชายผ้าจะปักด้วยด้ายสีที่เป็นลวดลายต่าง ๆ ส่วนรองเท้าทั้งชายและหญิงจะใส่รองเท้าไม้ยกพื้นสูงแบบคีบ สำหรับอาหารของชาวไทดำไม่ค่อยนิยมรับประทานเนื้อสัตว์ อาหารจึงประกอบไปด้วยผักและน้ำพริกชั้นยอดของชาวไทดำ คือ แจ่วอด ซึ่งทำจากใบบอนคัน
      • ชาวไทพวน 
        ชาวไทพวนอพยพมาตั้งหลักแหล่งที่บ้านบุฮม และบ้านกลาง อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ถิ่นฐานเดิมอยู่ที่เมืองเตาไห หลวงพระบาง สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เมื่อครั้งที่พวกจีนฮ่อ กุลา เงี้ยว รุกรานเมืองเตาไห 4 พ่อเฒ่า คือ พ่อเฒ่าก่อม พ่อเฒ่าห่าน พ่อเฒ่าเพียไซ พ่อเฒ่าปู่ตาหลวง เป็นผู้นำชาวพวนกลุ่มหนึ่งอพยพมาจากหลวงพระบางล่องตามแม่น้ำโขงมาตั้งถิ่นฐานที่บ้านบุฮม ต่อมาผู้คนส่วนหนึ่งได้มาอยู่ที่บ้านกลางอีกแห่งหนึ่งแล้วเรียกตัวเองว่า “ไทพวน”
        ชาวไทพวนมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบสังคมชนบททั่วไป มีอาชีพเกษตรกรรม การทอผ้า การตีเหล็ก การทำเครื่องเงิน เครื่องทอง บ้านเรือนของชาวไทพวกจะยกพื้นสูงมีใต้ถุนเรือน
        การแต่งกายของชาวไทพวนนั้น ผู้ชายจะนุ่งกางเกงหรือนุ่งผ้าโจงกระเบนใส่เสื้อม่อฮ่อม มีผ้าขาวม้าพาดบ่าหรือคาดเอว ผู้หญิงจะนุ่งผ้าซิ่น ผ้าขาวม้ารัดอกหรือใส่เสื้อแขนกระบอกสีดำสีครามหรือสีทึบ ส่วนเด็กผู้ชายจะใส่กำไลเท้า เด็กผู้หญิงจะใส่กำไลมือ กำไลเท้า
        ปัจจุบันชาวไทพวนรับเอาวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณีของชาวอีสาน เข้ามายึดถือปฏิบัติ การใช้ภาษา การแต่งกาย การนับถือศาสนา ฯลฯ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ความเป็นอยู่การดำเนินชีวิตของชาวไทพวนกลายไปเป็นชาวไทอีสานอย่างตามตัว
        ชาวไทใต้ ชาวไทใต้ได้อพยพจากภาคอีสานเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในจังหวัดเลย ส่วนใหญ่มาจากจังหวัดกาฬสินธุ์ อุบลราชธานี ยโสธร โดยได้อพยพเข้ามาเมื่อ พ.ศ. 2506 และมีจำนวนเพิ่มขึ้น ใน พ.ศ. 2508 จะพบชาวไทใต้จำนวนมากที่กิ่งอำเภอเอราวัณ อำเภอนาด้วง
        ชาวไทใต้ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทำไร่ ทำสวน ปลูกข้าว เลี้ยงสัตว์ สภาพบ้านเรือนจะเป็นกระต๊อบและนิยมสร้างบนที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง หลังคามุงด้วยหญ้าคา
        การแต่งกายของชาวไทใต้ผู้ชายจะใส่เสื้อผ้าฝ้ายคอกลมสีขาวผ่าหน้าตลอดและนุ่งโสร่งลายตารางหมากรุก มีผ้าขาวม้าคาดที่เอวและคล้องที่คอ ผู้หญิงจะใส่เสื้อคอกลมแขนกระบอก นุ่งผ้าถุงฝ้ายมัดหมี่ ลักษณะอุปนิสัยใจคอของชาวไทใต้ จะมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และมีภาษาพูดที่แตกต่างจากภาษาไทเลย ทั้งนี้เพราะได้สืบทอดวัฒนธรรมทางด้านภาษามาจากถิ่นที่อยู่เดิมของตน เช่นภาษาไทอีสานหรือภาษาลาวจากจังหวัดอุบลราชธานี ภาษาไทโคราชจากจังหวัดนครราชสีมา
        จากสภาพวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทใต้มีลักษณะคล้ายกับชาวไทเลย ไม่ว่าจะเป็นการประกอบอาชีพประเพณีและวัฒนธรรมที่ได้ยึดถือปฏิบัติสืบต่อกันมาแต่โบราณของอีสาน ดังนั้นการอพยพ
        เข้ามาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดเลย จึงสามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับชาวไทยเลยได้เป็นอย่างดี
    • สินค้าสำคัญประจำจังหวัด
      ได้แก่ กระชายดำ, กระชายดำแปรรูป, มะพร้าวแก้ว, ผ้าห่มนวม, มะขามหวาน, ข้าวนางเล็ด, น้ำผักสะทอน, หน้ากากผีตาโขน, กล้วยฉาบ, เครื่องจักสานไม้ไผ่, ผ้าทอพื้นบ้าน, พืชผักเมืองหนาว, ไม้ดอก ไม้ประดับ, ไม้กวาดดอกหญ้า, ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหวาย, พันธ์ไม้ผล, ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, กล้วย, ปลาในกระชัง, ลำไย, สุราแช่(สาโท), มะม่วงดอง, ชาใบหม่อน และ ส้มเขียวหวาน เป็นต้น
    • สินค้าประจำแต่ละตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" เป็นแนวคิดในการพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ของชุมชน โดยให้แต่ละชุมชนมีผลิตภัณฑ์ดีเด่นอย่างน้อยหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่บนพื้นฐานภูมิปัญญาท้องถิ่นวัฒนธรรมประเพณี และใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเพื่อเสริมสร้างความเป็นเอกลักษณ์ของชุมชนหรือตำบลนั้น แนวคิด "หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์" จะเป็นเครื่องมือที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของชุมชน และพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ชุมชนให้ได้มาตรฐานตรงกับความต้องการของตลาดสากล อันจะส่งผลให้เศรษฐกิจชุมชนฐานล่างมีความเข้มแข็งต่อไป
    • จากแนวคิดสู่พื้นฐานการพัฒนา
      ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local Yet Global) ผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
      พึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ (Self Reliance-Creativity) ทำความฝันให้เป็นจริงด้วยกระบวนการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยเสริมสร้างกิจกรรมที่อาศัยศักยภาพความรู้ความสามารถของท้องถิ่น
      การสร้างทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
      ฟูมฟักประชาชนให้สู้ชีวิตด้วยความท้าทายและจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์
ระยะทางระหว่างจังหวัดไปแต่ละอำเภอ
> อำเภอวังสะพุง 23 กิโลเมตร 
> อำเภอเชียงคาน 47 กิโลเมตร
> อำเภอภูหลวง 49 กิโลเมตร 
> อำเภอผาขาว 70 กิโลเมตร
> อำเภอด่านซ้าย 82 กิโลเมตร 
> อำเภอนาแห้ว 125 กิโลเมตร
> อำเภอนาด้วง 32 กิโลเมตร 
> อำเภอท่าลี่ 47 กิโลเมตร
> อำเภอภูเรือ 50 กิโลเมตร 
> อำเภอภูกระดึง 73 กิโลเมตร
> อำเภอปากชม 90 กิโลเมตร 
> กิ่งอำเภอหนองหิน 50 กิโลเมตร
> กิ่งอำเภอเอราวัณ 50 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน

  • อำเภอเมืองเลย
    • ที่ตั้ง
      อำเภอเมืองเลยตั้งอยู่ที่บริเวณส่วนกลางของจังหวัดเลย ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงเทพฯโดยทางรถยนต์ประมาณ 520 กิโลเมตร
    • นาดพื้นที่
      อำเภอเมืองเลย มีเนื้อที่ประมาณ 1,480.49 ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 925,307 ไร่
    • ลักษณะพื้นที่
      สภาพพื้นที่อำเภอเมืองเลยทั้งหมดมีสภาพทั่วไปประกอบภูเขาที่เป็นที่ราบสูงเชิงเขาสลับกับพื้นที่ราบลุ่มระหว่างร่องเขา ซึ่งเกษตรกรปรับเพื่อเป็นพื้นที่ทำนา พื้นที่เป็นภูเขาประมาณร้อยละ 40 พื้นที่โดยทั่วไปสูงกว่าระดับน้ำทะเล ประมาณ 200-750 เมตร
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอเชียงคาน และอำเภอปากชม
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง และอำเภอนาด้วง
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอนาด้วง
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอภูเรือ และอำเภอท่าลี่
    • ประวัติความเป็นมาของอำเภอเมืองเลย
      จากการบอกเล่าของบรรพบุรุษชาวเลยสืบเชื้อสายมาจากชนชาติไทยกลุ่มหนึ่งซึ่งอพยพมาจากดินแดนตอนเหนือของของอาณาจักรสุโขทัย ในสมัยพระยาลิไทปกครองกรุงสุโขทัย เชื้อสายไทยกลุ่มดังกล่าวนี้อพยพลงมาเมื่อปี พ.ศ. 1890 โดยมาตั้งถิ่นฐานใหม่บริเวณตอนต้นของลุ่มแม่น้ำเลยเรียกชื่อของตนว่า “เมืองเซเลเลิว” ต่อมาภายหลังเป็น เซเลไลย์ โดยตั้งบ้านแปลงเมือง เสร็จเมื่อปี พ.ศ. 1900 เศษ เมืองที่ตั้งขึ้นใหม่นี้มีผู้ปกครองรวม 6 คน ผู้ปกครองคนแรกไม่ปรากฏนามมาจนถึงคนสุดท้ายมีนามว่า ท้าวเดือนสุข มีภรรยาชื่อ นางบัวลม โดยมีเชื้อสายมาจากหลวงพระบาง เมืองเซเลไลย์นี้ ปัจจุบันคือที่ตั้งบ้านทรายขาวในเขตท้องที่อำเภอวังสะพุง ชาวเซเลไลย์มีภาษาเขียนเป็นของตนเอง คืออักษรผักขามหรืออักษรไทยน้อยปัจจุบัน ซึ่งมีหลักฐานปรากฎตามศิลาจารึก สามารถดูได้ที่วัดที่วัดห้วยฮาว (วัดบ้านท่าข้าม ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมืองเลย) จารึกไว้เมื่อปี พ.ศ.2209 ขณะนี้ได้เก็บรักษาไว้ที่ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเลย
      นอกจากศิลาจารึกดังกล่าวแล้ว ยังมีหลักฐานปรากฏตามคัมภีร์ใบลาน และตำราสวดมนต์ ในการประกอบพิธีกรรมต่างๆของประชาชนในท้องถิ่นทั่วไป เมืองเซเลไลย์สิ้นสภาพลงเพราะเกิดทุกข์ภัยพิบัติขึ้นในราวปี พ.ศ.2220 เศษ ชาวเมืองจึงอพยพลงมาตั้งถิ่นฐานขึ้นใหม่บริเวณที่ราบลุ่มปากลำน้ำหมานไหลลงสู่แม่น้ำเลย ราวปี พ.ศ.2297 เรียกชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่นี้ว่า “บ้านแฮ่แหน” หรือ “บ้านแฮ่” ในปัจจุบัน ต่อมาอีก 3 ปี ชาวบ้านได้สร้างวัดขึ้นมาวัดหนึ่งชื่อว่า “วัดศรีภูมิ” (ปัจจุบันอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเลย) และได้หล่อพระพุทธรูปองค์หนึ่งชื่อ “พระพุทธมิ่งมงคลเมือง” เป็นพระคู่บ้านคู่เมือง ประดิษฐานไว้ ณ วัดแห่งนี้จนถึงปัจจุบัน
      การปกครองชุมชนบ้านแฮ่แหน หรือบ้านแฮ่ มีเพียงนายบ้านโดยยกย่องผู้อาวุโสหรือผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ปกครองสืบต่อดกันมา จนถึงปี พ.ศ. 2396 ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าผู้คนในแขวงนี้มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน สมควรจัดตั้งเป็นเมืองเพื่อประโยชน์ในการปกครองอย่างใกล้ชิด จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาท้ายน้ำออกมาสำรวจเขตแขวงต่างๆ พระยาท้ายน้ำ ได้พิจารณาเห็นว่า หมู่บ้านแฮ่ ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งห้วยน้ำหมาน และอยู่ใกล้กับแม่น้ำเลย มีภูมิประเทศเหมาะแก่การสร้างเมือง จึงนำความขึ้นถวายบังคมทูลเพื่อทราบและได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งเป็นเมืองเรียกชื่อตามแม่น้ำเลยว่า “เมืองเลย”
      พ.ศ. 2440 ได้ประกาศใช้พระราชบัญญัติปกครองท้องที่ ร.ศ.116 ได้จัดการปกครองเป็นแบบเทศาภิบาล โดยแบ่งออกเป็นมณฑล เมือง อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยเมืองเลยแบ่งการปกครองออกเป็น 5 อำเภอ โดยมีอำเภอที่เป็นที่ตั้งตัวเมืองชื่ออำเภอกุดป่อง ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นอำเภอเมืองเลย ตามประกาศของกระทรวงมหาดไทย
      พ.ศ.2446 -2453 ที่ว่าการอำเภอเมืองเลย ที่ว่าการอำเภอเมืองเลยตั้งอยู่ ณ บริเวณสถานีตำรวจภูธรอำเภอเมืองเลยปัจจุบัน ต่อมาได้ได้ย้ายไปสร้างอยู่ ณ บริเวณกุดป่อง ระหว่างศาลาเทศบาลเมืองเลยกับที่ว่าการอำเภอเมืองเลยปัจจุบัน ซึ่งเป็นศาลากลางจังหวัดเลยขณะนั้น ต่อมาเมื่อ พ.ศ.2478 - 2480 โดยย้ายไปสร้างบริเวณข้างที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขเลยในปัจจุบัน
      พ.ศ. 2494 - 2511 ได้ย้ายไปอยู่อาคารชั้นเดียวหลังศาลากลางจังหวัดเลย
      พ.ศ. 2511 - 2543 ได้ย้ายไปอยู่ศาลากลางจังหวัดเลยเดิม ตั้งอยู่บริเวณกุดป่องข้างเทศบาลเมืองเลย สมัยหลวงวิวิธสุรการเป็นข้าหลวงประจำจังหวัด
      พ.ศ. 2543 - ปัจจุบัน ย้ายไปอยู่ที่ว่าการอำเภอหลังใหม่ เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2546 ตั้งอยู่บริเวณส่วกลางของจังหวัดเลย ห่างจากศาลากลางจังหวัดเลย ประมาณ 50 เมตร
    • สินค้าประจำอำเภอ
      กระชายดำ ข้าวหลาม ผ้าทอพื้นเมือง เครื่องจักสาน สับประรด
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      ลำดับชื่อผลิตภัณฑ์ชื่อผู้ผลิตสถานที่ผลิตโทรศัพท์
      1 การบูร บ้านกำเนิดเพชร บ้านกำเนิดเพชร ต.เมือง
      2 กลุ่มจักสานไม้ไผ่ บ้านนาอ้อ บ้านนาอ้อ ต.นาอ้อ
      3 กลุ่มทอผ้าด้วยกี่กระตุก บ้านก้างปลา บ้านก้างปลา ต.ชัยพฤกษ์ 
      4 กลุ่มแพบ้านห้วยกระทิง บ้านห้วยกระทิง บ้านห้วยกระทิง ต.กกทอง 
      5 กลุ่มแกะสลักหินแกรนิต บ้านนาแขม บ้านนาแขม ต.นาแขม 
      6 กลุ่มแม่บ้านขอนแดง(น้ำพริกแจ่วบอง ) บ้านขอนแดง บ้านขอนแดง ต.นาอาน
      7 กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง บ้านฟากเลย บ้านฟากเลย ต.กุดป่อง 
      8 กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้า บ้านป่าข้าวหลาม บ้านป่าข้าวหลาม ต.นาโป่ง 
      9 กลุ่มปลูกสับปะรด บ้านไร่ม่วง บ้านไร่ม่วง ต.น้ำหมาน
      10 กลุ่มไม้กวาด บ้านโพนป่าแดง บ้านโพนป่าแดง ต.เสี้ยว
      • ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าทอไทเลย
        ปริมาณการผลิต:100 เมตร ต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีทอผ้าพื้นเมือง
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 818 หมู่ที่ 4 บ้านสูบ ตำบลน้ำสวย อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4280-1012
      • ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:เครื่องจักสานจากไม้ไผ่
        ปริมาณการผลิต:50 ชิ้น ต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มจักสานไม้ไผ่
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 221 หมู่ที่ 3 บ้านนาอ้อ ตำบลนาอ้อ อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4283-5484
      • ตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:มะขามกวน
        ปริมาณการผลิต:10 กิโลกรัมต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแม่บ้านทำมะขามกวน
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 201 หมู่ที่ 1 บ้านนาดินดำ ตำบลนาดินดำ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
      • ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมือง 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าทอไทเลย
        ปริมาณการผลิต:150 เมตร ต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มทอผ้าด้วยกี่กระตุก
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 177 หมู่ 9 บ้านก้างปลา ตำบลชัยพฤกษ์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4283-5104
      • ตำบลนาแขม อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:แกะสลักหินแกรนิต
        ปริมาณการผลิต:20 ชิ้นต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแกะสลักหินแกรนิต
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 335 หมู่ที่ 7 บ้านนาแขม ตำบลนาแขม อำเภอเมือง จังหวัดเลย
      • ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ปลาในกระชัง
        ปริมาณการผลิต:6,000 ตัว ต่อ 4 เดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง
        สถานที่ติดต่อ:บ้านฟากเลย 2 ตำบลกุดป่อง อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-1413
      • ตำบลนาอาน อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:น้ำพริกแจ่วบอง
        ปริมาณการผลิต:5,000 กระปุก ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแม่บ้านบ้านขอนแดง
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 266 หมู่ที่ 2 บ้านขอนแดง ตำบลนาอาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-1678, 0-1964-9571
      • ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ไม้กวาดดอกหญ้า
        ปริมาณการผลิต:300 ด้ามต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มไม้กวาดดอกหญ้า
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 47 หมู่ที่ 6 บ้านป่าข้าวหลาม ตำบลนาโป่ง อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-1104
      • ตำบลกกดู่ อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ข้าวเกรียบ
        ปริมาณการผลิต:500 กิโลกรัม ต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแม่บ้านผลิตข้าวเกรียบ
        สถานที่ติดต่อ:บ้านกกดู่ ตำบลกกดู่ อำเภอเมือง จังหวัดเลย
      • ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมือง 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:เลี้ยงปลาในกระชัง
        ปริมาณการผลิต:100 กิโลกรัม ต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มเลี้ยงปลาในกระชัง
        สถานที่ติดต่อ:หมู่ที่ 8 บ้านวังโป่ง ตำบลศรีสองรัก อำเภอเมือง จังหวัดเลย
      • ตำบลเมือง อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:การบูร
        ปริมาณการผลิต:300 ชิ้นต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มการะบูน
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 60 หมู่ที่ 8 บ้านกำเนิดเพชร ตำบลเมือง อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4283-4660, 0-4283-4470
      • ตำบลกกทอง อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ร่องแพห้วยกระทิง
        ปริมาณการผลิต:มีผู้ประกอบการ ให้บริการอาชีพร่องแพ 70 หลัง
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแพบ้านห้วยกระทิง (แพแม่บ้าน)
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 188 หมู่ที่ 1 บ้านห้วยกระทิง ตำบลกกทอง อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-1053-6888
      • ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมือง ชื่อผลิตภัณฑ์:สัปรดไร่ม่วง
        ปริมาณการผลิต:5 ตัน ต่อวัน (เฉพาะฤดูกาล ประมาณเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน)
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มปลูกสัปรดบ้านไร่ม่วง
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 19 หมู่ที่ 6 บ้านไร่ม่วง ตำบลน้ำหมาน อำเภอเมือง จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-9714-5048
      • ตำบลเสี้ยว อำเภอเมือง
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ไม้กวาดดอกหญ้า
        ปริมาณการผลิต:5,000 ด้ามต่อวัน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มไม้กวาดตำบลเสี้ยว
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 39 หมู่ที่ 3 บ้านโพนป่าแดง ตำบลเสี้ยว อำเภอเมือง จังหวัดเลย
        1.3 ข้อมูลพื้นฐานอำเภอวังสะพุง


-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอเชียงคาน
    • ที่ตั้ง
      ตั้งอยู่ตอนบนของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเลย ห่างจากกรุงเทพมหานคร ประมาณ 568 กิโลเมตร ( เส้นทางผ่านจังหวัดชัยภูมิ )
    • ขนาดพื้นที่
      มีประมาณ 867 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นที่ราบสูงส่วนมากเป็นป่าและภูเขา ที่ราบลุ่มในการทำนามีน้อย พื้นที่สูงจากระดับน้ำทะเล ประมาณ 213 - 619 เมตร ( 710 - 2063.3 ฟุต )
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
      - ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอเมืองเลย
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอปากชม
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับอำเภอท่าลี่
    • แนวชายแดน
      มีแม่น้ำเหือง และแม่น้ำโขง กั้นแนวชายแดนด้านทิศเหนือ ติดต่อกับ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นระยะทางยาวประมาณ 60 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมา
      เมืองเชียงคาน เดิมตั้งอยู่บนผาฮดทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขง (ปัจจุบันเป็นเมือง สานะคาม แขวงเวียงจันทน์ สปป.ลาว) เป็นเมืองสำคัญทางยุทธศาสตร์ สมัยล้านช้างมีชื่อว่า “เชียงคาน” โดยขุนดานกษัตริย์เมืองเชียงของ โอรสของขุนดัว ซึ่งเป็นเชื้อสายของขุนลอ เป็นผู้สร้างขึ้น และขนานนามเมืองตามนามของพระองค์ ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2436 ตรงกับปี ร.ศ. 112 ไทยเสียฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดให้กับฝรั่งเศส จึงอพยพข้ามมาตั้งหลักฐานใหม่ทางฝั่งขวาแม่น้ำโขง เรียนว่าบ้านท่านาจัน และขนานนามเมืองใหม่ว่า “เมืองใหม่เชียงคาน” ตั้งเมืองเป็นอิสระจนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2452 จึงได้ยุบเป็นอำเภอเชียงคาน ขึ้นต่อจังหวัดเลย มีพระยาศรีอรรคฮาด( นายทองดี ศรีประเสริฐ ) เป็นนายอำเภอคนแรก
      ประชาชนของอำเภอเชียงคาน ส่วนใหญ่เป็นคนพื้นเมือง ซึ่งเดิมอาศัยอยู่ในอาณาจักรล้านช้างของหลวงพระบาง ภาษาพูดที่ใช้กันมีภาษาพูดคล้ายกับชาวลาว มีนิสัยใจคอรักความสงบเรียบร้อย ซื่อสัตย์ เคร่งครัดในพระพุทธศาสนา มีชีวิตอยู่อย่างเรียบง่าย เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ซึ่งกันและกัน
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      เชียงคานเมืองคนงาม ข้าวหลามยาว มะพร้าวแก้ว เพริศแพร้วเกาะแก่ง แหล่งวัฒนธรรมน้อมนำศูนย์ศิลปาชีพ
      สินค้าประจำอำเภอ
    • มะพร้าวแก้ว , ผ้าห่มนวม
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      • ตำบลเชียงคาน
        • กลุ่มสตรีมะพร้าวแก้ว
          ชื่อผลิตภัณฑ์: มะพร้าวแก้ว, กล้วยอบเนย, กล้วยทอด
          ปริมาณการผลิต: 2,500 กิโลกรัม ต่อ เดือน
          ชื่อกลุ่มผู้ผลิต: กลุ่มสตรีมะพร้าวแก้ว
          สถานที่ติดต่อ: หมู่ 4 บ้านน้อย ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย โทร.0-4282-1938
        • กลุ่มสตรีทำผ้านวมและหมอนอเนกประสงค์
          ชื่อผลิตภัณฑ์: ผ้าห่มนวม, หมออเนกประสงค์
          ปริมาณการผลิต: 7,200 ผืน ต่อ เดือน
          ชื่อกลุ่มผู้ผลิต: กลุ่มสตรีทำผ้านวมและหมอนอเนกประสงค์
          สถานที่ติดต่อ: เลขที่ 215 หมู่ 2 บ้านเชียงคาน ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย โทรศัพท์: 0-4282-1171
      • ตำบลจอมศร 
        กลุ่มสตรีทำที่นอนเด็ก
        ชื่อผลิตภัณฑ์: เบาะนอนเด็ก
        ปริมาณการผลิต: 4,000 ชิ้น ต่อเดือน
        สถานที่ติดต่อ: เลขที่ 62 หมู่ที่ 6 บ้านหินตั้ง ต.จอมศรี อ.เชียงคาน จ.เลย โทรศัพท์: 0-9570-5383
      • ตำบลเขาแก้ว
        กลุ่มทอผ้าฝ้ายพื้นเมืองบ้านป่าหนาด
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าฝ้ายลายหยาดน้ำฝน, ลายสลับสี, ผ้าพื้นสลับดิ้น
        ปริมาณการผลิต: 1,200 เมตร ต่อ เดือน
        สถานที่ติดต่อ: หมู่ที่ 4,12 บ้านนาป่าหนาด ต.เขาแก้ว อ.เชียงคาน จ.เลย โทรศัพท์: 0-1873-3895
      • ตำบลบุฮม
        กลุ่มทอผ้าด้วยกี่กระตุกบ้านคกเลาใต้
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าทอพื้นเมือง
        ปริมาณการผลิต: 5,500 เมตร ต่อ เดือน
        สถานที่ติดต่อ: หมู่ที่ 3 บ้านคกเลาใต้ ต.บุฮม อ.เชียงคาน จ.เลย
      • ตำบลนาซ่าว 
        กลุ่มจักสานบ้านนาบอน
        ชื่อผลิตภัณฑ์: เครื่องจักสาน
        ปริมาณการผลิต: 1,680 ใบ ต่อ เดือน
        สถานที่ติดต่อ: 58/3 หมู่ที่9 บ้านนาบอน ต.นาซ่าว อ.เชียงคาน จ.เลย 
        โทรศัพท์: 0-4285-5163 (ตามลุงจิ๋ม)
      • ตำบลปากตม
        กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน
        ชื่อผลิตภัณฑ์: เครื่องจักสาน 
        ปริมาณการผลิต: 90 ชิ้น ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต: กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องจักสาน
        สถานที่ติดต่อ: หมู่ที่ 1 บ้านนาจาน ต.ปากตม อ.เชียงคาน จ.เลย
      • ตำบลธาตุ
        กลุ่มเจียระไนครกหินบ้านธาตุ
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ครกหิน
        ปริมาณการผลิต:120 ใบ ต่อเดือน
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 39/3 หมู่ 1 บ้านธาตุ ตำบลธาตุ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย โทรศัพท์ : 0-4287-7123
      • ตำบลหาดทรายขาว 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:กล้วยน้ำหว้า (ดิบ,สุก) 
        สถานที่ติดต่อ:หมู่ 1 ถึงหมู่ 5 ตำบลหาดทรายขาว อำเภอเชียงคาน
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร


-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอด่านซ้าย
    • ที่ตั้งอำเภอ
      ห่างจากจังหวัดเลย ไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ประมาณ 82 กิโลเมตร
    • ขนาดพื้นที่
      มีพื้นที่ประมาณ 1731.93 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชันสลับซับซ้อนมีพื้นที่ราบอยู่ประมาณร้อยละ 15 ป่าไม้เป็นป่าเสื่อมโทรม ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าภูเอย ภูขี้เถ้า และป่าภูเรือ) และป่าอุทยานแห่งชาติภูร่องกล้า เหมาะกับการเพาะปลูกพืชผลการเกษตร
    • อาณาเขตติดต่อ
      ทิศเหนือ มีอาณาเขตติดต่อกับ สปป.ลาว โดยมีแม่น้ำเหืองเป็นเขตแดน ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร
      ทิศใต้ อาณาเขตติดกับ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพรชบูรณ์
      ทิศตะวันออก อาณาเขตติดกับ อำเภอภูเรือ และอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
      ทิศตะวันตก อาณาเขตติดกับ อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
    • แนวชายแดน
      อำเภอด่านซ้าย เป็นอำเภอชายแดน ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะทางประมาณ 20 กิโลเมตร และระยะทางจากตัวอำเภอไปถึงพรมแดนที่บ้านนาข่า ต.ปากหมัน ระยะทางประมาณ 26 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมาของอำเภอด่านซ้าย
      มีหลักฐานว่าก่อน พ.ศ. 1860 ได้มีชุมชนมาอาศัยอยู่บริเวณที่เป็นอำเภอด่านซ้าย อยู่แล้ว โดยเชื่อกันว่าเป็น “เมืองหน้าด่าน” ซึ่งขณะนั้นอยู่ในอาณาจักรสูโขทัย แต่มีผู้สันนิษฐานว่าน่าจะเพี้ยนมาจากคำว่า “ ด่านช้าง” เนื่องจากมีหนองคูที่อยู่ตัวอำเภอเป็นที่ช้างมารวมกันเล่นน้ำ แล้วออกหาอาหาร
      ต่อมาในแผ่นดินพระมหาจักรพรรดิ สมัยกรุงศรีอยุธยา ได้ทรงผูกไมตรีกับพระเจ้าไชยเชษฐา กษัตริย์แห่งกรุงศรีลัตนาคนหุต และสร้างพระเจดีย์ศรีสองรักขึ้นที่อำเภอด่านซ้าย เมื่อปี พ.ศ. 2103 เพื่อเป็นสักขีพยานแห่งราชไมตรี ในหารสร้างเจดีย์ศรีสองรักขึ้นนี้มีการพาไพรพลทั้งจากประเทศลาวและคนไทย มาร่วมกันสร้างขึ้น ซึ่งมีผลให้ไพรพลเหล่านี้อาศัยอยู่ในอำเภอด่านซ้ายสืบมา โดยด่านซ้ายเป็นเมืองมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาและกรุงธนบุรี
      ใน พ.ศ. 2440 (รศ.116) ได้มีการเปลี่ยนการปกครองมาเป็นเทศาภิบาล แบ่งพื้นที่การปกครองออกเป็นมลฑล เมือง อำเภอ ตำบล และหมู่บ้าน เมืองด่านซ้ายจึงถูกเปลี่ยนฐานะเป็นอำเภอด่านซ้าย ขึ้นอยู่กับเมืองพิษณุโลก มณฑลพิษณุโลก
      ในรัชกาลพระบาทสมเจพระจุลจอมเล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 แห่งกรุงรัตน์โกสินทร์ อำเภอด่านซ้ายได้ตกไปอยู่ในการปกครองของประเทศฝรั่งเศส ลงนามในวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1904 (พ.ศ.2446) โดยลำน้ำหมันเป็นเขตแดน ทำให้อำเภอด่านซ้ายซึ่งตั้งอยู่บนฝั่งซ้ายของแม่น้ำหมันตกไปอยู่ในเขตอาณัติของประเทศฝรั่งเศส ขณะนั้นเมืองด่านซ้าย ได้เปลี่ยนไปเป็น “อำเภอด่านซ้าย” แล้ว จึงมีการย้ายที่ว่าการอำเภอไปตั้งอยู่บ้านนาขามป้อม (ปัจจุบันอยู่เขตอำเภอภูเรือ จังหวัดเลย) เรียกว่า “อำเภอนาขามป้อม” 
      ต่อมาประเทศไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราช และเมืองศรีโสโภณ ให้กับประเทศฝรั่งเศส เพื่อแลกกับเมืองด่านซ้าย ตราด และเกาะต่าง ๆ ในแหลมสิงห์ คืนมาเป็นของประเทศไทย ตามสัญญาที่ทำไว้กับประเทศฝรั่งเศส ลงวันที่ 23 มีนาคม ค.ศ.1907 (พ.ศ.2449) จากนั้นได้โอนเขตการปกครองของอำเภอด่านซ้ายมาให้กับจังหวัดเลยเท่าทุกวันนี้
    • สัญลักษณ์และตราประจำอำเภอ
      ตราสัญลักษณ์ของอำเภอด่านซ้ายคือ “ตราพระธาตุศรีสองรัก”
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “ดินแดนแห่งสัจจะและไมตรี”
    • เพลงประจำอำเภอ 
      “เพลงพระธาตุศรีสองรัก”
    • สินค้าประจำอำเภอ
      มะขามหวาน, ข้าวนางเล็ด, ไวน์กระชายดำ, น้ำผักสะทอน, หน้ากากผีตาโขน, กล้วยฉาบ, เครื่องจักสานไม้ไผ่, ผ้าทอพื้นบ้าน, พืชผักเมืองหนาว, ชุดเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่, ผ้านวม, ไม้ดอก ไม้ประดับ และ ไม้กวาดดอกหญ้า
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      • ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:รังไหม
        ปริมาณการผลิต:2,000 กิโลกรัม ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มปลูกหม่อนเลี้ยงไหมบ้านโคกงาม
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 193 หมู่ที่ 1 บ้านโคกงาม ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
      • ตำบลอิปุ่ม อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าห่มนวม
        ปริมาณการผลิต:20 ผืน ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีบ้านวังบอน
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 34 หมู่ที่ 2 บ้านวังบอน ตำบลอิปุ่ม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เบอร์โทรศัพท์ :0-4281-9604
      • ตำบลโพนสูง อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ไม้ดอก ไม้ประดับ
        ปริมาณการผลิต:1,000 ต้น ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มไม้ดอกไม้ประดับ
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 45 หมู่ที่ 6 บ้านหนองอุมลัว ตำบลโพนสูง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4280-1705
      • ตำบลวังยาง อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ไม้กวาดดอกหญ้า
        ปริมาณการผลิต:500 อัน ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีไม้กวาดดอกหญ้า
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 20 หมู่ที่ 2 บ้านผึ้ง ตำบลวังยาง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-9049
      • ตำบลกกสะท้อน อำเภอด่านซ้าย 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:เฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่
        ปริมาณการผลิต:1ชุด ต่อสัปดาห์
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มผู้ผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ไผ่บ้านหัวนา
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 84 หมู่ที่ 10 บ้านหัวนา ตำบลกกสะท้อน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
      • ตำบลโป่ง อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:พืชผักเมืองหนาว
        ปริมาณการผลิต:-
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มปลูกผักเมืองหนาว
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 45 หมู่ที่ 3 บ้านน้ำพุง ตำบลโป่ง อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
      • ตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:หมวกจักสานไม้ไผ่
        ปริมาณการผลิต:120 ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีจักสาน บ้านแก่งม่วง
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 9 หมู่ที่ 7 บ้านแก่งม่วง ตำบลนาดี อำเภอด่านซ้าย จ.เลย โทรศัพท์ :0-4281-9064
      • ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าทอพื้นเมือง (ผ้าฝ้าย) 
        ปริมาณการผลิต:150 เมตร ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีทอผ้า บ้านเครือคู้
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 76 หมู่ที่ 2 บ้านเครือคู้ ตำบลปากหมัน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-9502
      • ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย 
        ชื่อผลิตภัณฑ์:ข้าวนางเล็ด, ข้าวแตน 
        ปริมาณการผลิต:9,600 ถุง ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มข้าวนางเล็ดแม่นารี
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 267 หมู่ที่ 3 บ้านเดิ่น ตำบลด่านซ้าย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4289-1154
      • ตำบลนาหอ อำเภอด่านซ้าย
        ชื่อผลิตภัณฑ์:กล้วยแปรรูป
        ปริมาณการผลิต:100 - 180 กิโลกรัม ต่อเดือน
        ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านเก่า
        สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 50 หมู่ที่ 5 บ้านเก่า ตำบลนาหอ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4289-1703
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      อำเภอด่านซ้ายห่างจากตัวจังหวัดเลย ไปทางด้านทิศตะวันตก ประมาณ 82 กิโลเมตร เป็นเส้นทางลาดยาง แอสฟัส เส้นทางคดเคี้ยวสูงชันไปตามไหล่เขาโค้งอันตรายหลายแห่งต้องใช้ความระมัดระวังในการเดินทาง


-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอท่าลี่
    • ที่ตั้ง
      ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเลย
    • พิกัดตำแหน่ง
      เส้นรุ้งที่ 49 องศาเหนือ
      เส้นแวงที่ 57 องศาตะวันออก
    • ขนาดพื้นที่
      พื้นที่ทั้งหมดประมาณ 683 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      มีลักษณะเป็นเป็นภูเขาและเนินเขา มีที่ราบลุ่มร้อยละ 20 ของพื้นที่ทั้งหมด คือ ประมาณ 136 ตารางกิโลเมตร
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดย มีลำน้ำเหืองกั้นเป็นพรมแดน
      - ทิศใต้ ติดต่อกับอำเภอภูเรือ และอำเภอด่านซ้าย
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับอำเภอเชียงคาน และอำเภอเมืองเลย
      - ทิศใต้ ติดต่อกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีลำน้ำเหืองกั้นเป็นพรมแดน
    • แนวชายแดน
      ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีลำน้ำเหืองเป็นเส้นกั้นพรมแดน ยาวประมาณ 36 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมา
      อำเภอท่าลี่ มีประวัติความเป็นมาตั้งแต่ยุคใด สมัยใด สืบเรื่องราวไม่ได้ความแน่ชัด มีผู้เล่าต่อ ๆ กันมาว่า ชาวอำเภอท่าลี่อพยพออกจากพื้นที่อุตรดิตถ์ จากเมืองปากลาย ราชอาณาจักรลาวในสมัยนั้น มาตั้งถิ่นฐานที่ลำน้ำคาน ซึ่งเป็นแหล่งที่มีปลาอุดมสมบูรณ์ มีเครื่องจับปลาที่สานด้วยไม้ไผ่เรียกว่า ลี่(หรือหลี่) ได้มีราษฎรอพยพจากหมู่บ้านอื่นมาอยู่ที่บ้านท่าลี่มากขึ้นตามลำดับ จึงได้ชื่อว่าบ้านลี่ หรือบ้านท่าลี่ และได้ตั้งขึ้นเป็นอำเภอท่าลี่เมื่อ พ.ศ. 2432 โดยมีราชบุตรเป็นผู้ปกครองอำเภอท่าลี่ จึงได้ถือว่าเป็นนายอำเภอท่าลี่คนแรก 
      สัญลักษณ์และตราประจำอำเภอ
      ตราสัญลักษณ์พระธาตุสัจจะ อำเภอท่าลี่
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “พระธาตุสัจจะงามสง่า มะค่ายักษ์สูงใหญ่
      น้ำตกห้วยไค้ดั่งสายรุ้ง แก่งโตนคุ้งน้ำไหลเย็น”
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ต้นมะค่า
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหวาย, พันธ์ไม้ผล, ที่นอน, ผ้าทอพื้นเมือง, ไม้กวาดทำจากหางมะพร้าว, ผ้าไหมพรม, ไม้กวาดที่ทำจากดอกหญ้า
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางจากอำเภอท่าลี่ถึงจังหวัดเลย 46 กิโลเมตร 

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอภูเรือ
    • ที่ตั้ง
      ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของจังหวัดเลย
    • พิกัดตำแหน่ง
      QV 314519
    • ขนาดพื้นที่
      ตารางกิโลเมตร หรือประมาณ 550,000 ไร่
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นภูเขาสูงสลับซับซ้อนประมาณ 80 % ของพื้นที่ และเป็นที่ราบเชิงเขาร้อยละ 20
    • อาณาเขตติดต่อ
      ทิศเหนือติดกับอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย
      ทิศใต้ติดกับอำเภอวังสะพุง และอำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
      ทิศตะวันออกติดกับอำเภอเมืองเลย
      ทิศตะวันตกติดกับอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
    • แนวชายแดน
      ติดกับสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ระยะทาง 5 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมา
      จากประวัติกล่าวว่า คำว่า ภูเรือ ตั้งชื่อตามภูเขาชื่อเดิมเรียกว่า “ ภูทุ่ง “ หากมองจากอำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย จะมีลักษณะเหมือนเรือแล่นอยู่ในมหาสมุทร จึงเรียกว่า “ภูเรือ” แต่อีกนัยหนึ่งเล่ากันว่า สมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 มีเครื่องบิน มาตกที่บริเวณภูทุ่งจึงได้เรียกกันว่า “ ภูเรือ ” 
      ก่อนที่จะเป็นอำเภอภูเรือ เดิมเป็นพื้นที่เขตการปกครองของสามอำเภอ คือ อำเภอเมืองเลย อำเภอด่านซ้าย อำเภอท่าลี่ จังหวัดเลย เมื่อ พ.ศ. 2511 กระทรวงมหาดไทยได้พิจารณาเห็นว่า เขตการปกครองของอำเภอเมืองเลย อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย มีพื้นที่กว้างขวางมากซึ่งเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการปกครอง ดูแลทุกข์สุขของราษฎรได้ทั่วถึงจึงได้แยกตำบลท่าศาลา อำเภอเมืองเลย ตำบลหนองบัว ตำบลร่องจิก ตำบลปลาบ่า อำเภอด่านซ้ายรวม 4 ตำบล เข้าเป็นเขตการปกครองเดียวกัน โดยประกาศตั้งเป็นกิ่งอำเภอภูเรือ ขึ้นกับเขตการปกครองของอำเภอด่านซ้าย เมื่อ พ.ศ. 2511 และได้ประกาศยกฐานะขึ้นเป็นอำเภอตามประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 28 มีนาคม 2517
      ปัจจุบันอำเภอภูเรือ แบ่งเขตการปกครองท้องที่เป็น 6 ตำบล 47 หมู่บ้าน
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “ เมืองแห่งทะเลภูเขา สุดหนาวในสยาม ดอกไม้งามสามฤดู ”
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ต้นสน
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ได้แก่ ข้าวโพดตักหงาย, ขิง, กระชายดำแปรรูป, น้ำเฟรชชั่นฟรุต(กระทกรก), ไวน์มะขามป้อม, ไวน์กระชายดำ, ไวน์ชาโต้เดอเลย และขนมนางเล็ด
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลหนองบัว คือ น้ำเฟรชชั่นฟรุต ( กระทกรก ) ไวน์มะขามป้อม
      2. ตำบลสานตม คือ ไวน์กระชายดำ
      3. ตำบลร่องจิก คือ ไวน์ชาโต้เดอะเลย
      4. ตำบลปลาบ่า คือ ขนมนางเล็ด
      5. ตำบลลาดค่าง คือ กระชายดำแปรรูป
      6. ตำบลท่าศาลา คือ ขนมนางเล็ด
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางประมาณ 50 กิโลเมตร ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 203 

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอปากชม
    • ที่ตั้ง
      ตั้งอยู่ที่ ถนนปากชม - ศรีเชียงใหม่ หมู่ที่ 1 ตำบลปากชม อ.ปากชม จังหวัดเลย 42150 ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดเลย
    • พิกัดตำแหน่ง
      RV 044952
    • ขนาดพื้นที่
      มีขนาดพื้นที่ 590,625 ไร่ คิดเป็น 954 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นภูเขาสลับซับซ้อน มีที่ราบเชิงเขาสลับกับภูเขา ครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอเชียงคาน อำเภอเมืองเลย และอำเภอนาด้วง จังหวัดเลย
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย และอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย
    • แนวชายแดน
      ติดต่อกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยมีแม่น้ำโขงเป็นเส้นกั้นเขตแดน ยาวประมาณ 52 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมา
      ตามพงศาวดารเมืองลานช้าง เมื่อประมาณ 500 ปีมาแล้ว กล่าวว่า ปีวอกโทศก พ.ศ. 1983 ท้าวลือทัย พระราชโอรสของพระเจ้าสามแสนไชย ซึ่งครองเมืองซ้าย ทรงพระนามว่าพระเจ้าชัยจักรพรรดิแผ่นแผ้ว ในปีวอกอัฐศก พ.ศ. 2019 บัวขวางซุนและเนินกอง ยกกองทัพยวนมาตีเมืองลานช้าง พระเจ้าลานช้างสู้กำลังของญวนไม่ได้ จึงอพยพครอบครัวลงเรือพระที่นั่ง ไปพักอยู่ที่เมืองเชียงคาน ซึ่งต่อมาได้สิ้นพระชนม์ ท้าวแท่งทองพระราชโอรสคนโตจึงได้ขึ้นครองราชสมบัติเมืองลานช้างแทน ในคราวเดียวกันนี้ได้สร้างวัดพร้อมพระเจดีย์ขึ้น ให้ชื่อวัดว่าวัดศพเชียงคาน (ปัจจุบันบ้านตากแดด) การต่อสู้เพื่อความยิ่งใหญ่ ของผู้ครองนครในกาลครั้งนั้น เมืองนครหงส์ ซึ่งเคยรุ่งเรืองในอดีตกลายเป็นเมืองร้าง ปัจจุบันยังพอมีหลักฐานประเภทวัตถุหลงเหลืออยู่บ้าง กาลต่อมามีหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่กี่หลังคาเรือนปักหลักเป็นที่อยู่อาศัย บริเวณตลาดสดเทศบาลปากชม (ปัจจุบัน) ซึ่งขึ้นต่อการปกครองของเมืองเชียงคาน หมู่บ้านเล็ก ๆ แห่งนี้ตั้งอยู่ระหว่างปากลำห้วยชมและแม่น้ำโขง จึงให้ชื่อว่า บ้านปากชม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาประชากรได้เพิ่มจำนวนมากขึ้นตามกาลเวลา ทางราชการจึงได้จัดตั้งเป็น ตำบลปากชม ขึ้นต่อการปกครองของอำเภอเชียงคาน ตลอดมาต่อการติดต่อข่าวสารของทางราชการเป็นไปโดยยากลำบาก ประชากรพลเมืองเพิ่มขึ้นตามลำดับ เนื่องจากตำบลปากชม มีระยะทางห่างไกลจากอำเภอเชียงคาน 40 กิโลเมตร อาณาเขตกว้างใหญ่ มีภูเขาสลับซับซ้อน และที่ราบมีเป็นส่วนน้อย การเดินทางอาศัยพักเป็นแรมคืน ข้ามวันข้ามเดือน ไม่สะดวกในการปกครอง ทั้งเป็นหมู่บ้านตามแนวชายแดนระหว่างประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) โดยมีน้ำโขงเป็นเส้นแบ่งเขต ซึ่งยากแก่การควบคุมดูแลให้ทั่วถึง ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย ได้ตระหนักถึงความสำคัญดังกล่าวประกอบกับเป็นท้องถิ่นกันดาร จึงได้ประกาศยกฐานะจากตำบล เป็นกิ่งอำเภอปากชม เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2510 เป็นต้นมา และมีพระราชกฤษฎีกาประกาศยกฐานะขึ้นเป็น อำเภอปากชม เมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2514 เป็นต้นมา
    • สัญลักษณ์และตราประจำอำเภอ
      รูปหงส์
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “ตำนานนครหงส์ ลำโขงสวยสุดตา งามแก่งฟ้าแก่งจันทร์ ถ้าแสงธรรมงามเรืองรอง ร่อนทองฝั่งนที ประเพณีลอยกระทง”
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ได้แก่ กล้วยน้ำว้า, เลี้ยงปลาในกระชัง, ลำไย, สุราแช่(สาโท), มะม่วงดอง และ ข้าวแตนทรงเครื่อง
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลปากชม เลี้ยงปลาในกระชัง
      2. ตำบลห้วยพิชัย ลำใยสด
      3. ตำบลหาดคัมภีร์ สุราแช่(สาโท)
      4. ตำบลเชียงกลม มะม่วงดอง
      5. ตำบลห้วยบ่อซืน ข้าวแตนทรงเครื่อง
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ห่างจากจังหวัดเลยประมาณ 92 กิโลเมตร หากเดินทางด้วยรถยนต์ตามทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2108 จังหวัดเลย - บ้านธาตุ - ปากชม ระยะทาง 89 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอนาด้วง
    • ที่ตั้งอำเภอ
      ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของอำเภอเมืองเลย
    • พิกัดตำแหน่ง
      อาร์วี 154348
    • ขนาดพื้นที่
      เนื้อที่ 368,250 ไร่ หรือประมาณ 590 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      ลักษณะพื้นที่เป็นป่าเขาและเป็นที่ราบบางส่วน
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อเขต ตำบลห้วยบ่อซืน อำเภอปากชม จังหวัดเลย
      - ทิศใต้ ติดต่อเขตกิ่งอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย, อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศตะวันออก ติดต่อเขตอำเภอน้ำโสม จังหวัดอุดรธานี, อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศตะวันตก ติดต่อเขตอำเภอเมืองเลย จังหวัดเลย
    • ประวัติความเป็นมา
      อำเภอนาด้วงเดิมเป็นบ้านนาด้วง ตั้งชื่อตามทุ่งนาที่นายพรานด้วงอพยพมาตั้งฐานเมื่อประมาณปี พ.ศ.2424 ขึ้นการปกครองกับจังหวัดอุดรธานี เปลี่ยนมาขึ้นเขตปกครองกับตำบลทุ่งโพธิ์ อำเภอเมือง จังหวัดเลย ปี พ.ศ.2488 ขึ้นการปกครองกับตำบลนาดินดำปี พ.ศ.2510 ตั้งเป็นตำบลนาด้วงปี พ.ศ.2519 และจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาด้วง จนกระทั่งปี พ.ศ.2534 จึงได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      เมืองดอกไม้ ธารน้ำใส ไร่แสนสวย
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ได้แก่ ผ้าฝ้ายพื้นเมือง
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      ผ้าฝ้ายพื้นเมือง
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางห่างจากอำเภอไปจังหวัดเลย 34 กิโลเมตร

 

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอนาแห้ว
    • ที่ตั้งอำเภอ
      อำเภอนาแห้ว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ ของจังหวัดเลย
    • พิกัดตำแหน่ง
      ตั้งอยู่ในพิกัด คิววี ที่ 197341
    • ขนาดพื้นที่
      มีเนื้อที่ประมาณ 627.5 ตร.กม. หรือประมาณ 392,187.5 ไร่
    • ลักษณะพื้นที่
      พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขาสูงชัน สลับซับซ้อนมีสภาพป่าค่อนข้างสมบูรณ์
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ ลำน้ำเหืองซึ่งเป็นลำน้ำกั้นเขตระหว่างเขตประเทศไทยกับสาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอด่านซ้าย และอำเภอนครไทย จังหวัดพิษณุโลก
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอนครไทย และอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก
    • แนวชายแดน
      แนวชายแดนติดกับประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระยะทางยาว ประมาณ 22 กิโลเมตร
    • ประวัติความเป็นมา
      อำเภอนาแห้วเดิมอยู่ในเขตการปกครองของอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เมื่อปี พ.ศ. 2481 หลวงวิชิต สุรการ ตำแหน่ง ข้าหลวงประจำจังหวัดเลยในสมัยนั้น ริเริ่มจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอ แต่ยังมิได้รับการจัดตั้ง หลวงวิชิต สุรการ ก็ไดพ้นจากตำแหน่ง และผู้รับตำแหน่งใหม่ก็ได้ดำเนินการต่อเนื่อง ครั้นถึงปี พ.ศ. 2498 นายจัด สุรเดโช นายอำเภอด่านซ้าย ได้ดำเนินการต่อ และได้รับการจัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอนาแห้ว เมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2513 มีเขตการปกครอง 2 ตำบล คือ ตำบลนาแห้ว และตำบลนาพึง ที่ตั้งที่ว่าการกิ่งอำเภอนาแห้ว ณ ตำบลนาแห้ว เปิดทำการเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2513 โดยอาศัยสถานีตำรวจภูธรตำบลนาแห้ว เป็นที่ทำการชั่วคราวและได้รับการ จัดตั้งตำบลแสงภาเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำบล รวมเป็น สามตำบล 
      พ.ศ.2519 ได้รับการยกฐานะจากกิ่งอำเภอเป็น อำเภอนาแห้ว เมื่อวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2519 และได้รับการประกาศจัดตั้ง ตำบลนามาลา เพิ่มขึ้นอีกหนึ่งตำบล เมื่อปี พ.ศ. 2523 และปี 2531 ได้ประกาศจัดตั้งตำบลเหล่ากอหก เพิ่มขึ้นอีก 1 ตำบล เป็น 5 ตำบล
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “ ถิ่นกำเนิดลูกเสือชาวบ้าน ธารน้ำตกใส ป่าไม้เขียวขจี ผู้คนมีน้ำใจ ถิ่นสมุนไพรกระชายดำ”
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ต้นดอกบัวตอง (ภาษาถิ่นอำเภอนาแห้ว เรียกว่า “ดอกบังตะเวน หรือ ดอกทานตะวันป่า” )
    • สินค้าประจำอำเภอ
      สมุนไพรกระชายดำ
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      ผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรกระชายดำแปรรูป เช่น กระชายดำชนิดชาชง , ไวน์
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางห่างจากตัวจังหวัดเลย 117 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอวังสะพุง
    • ที่ตั้ง
      ตั้งอยู่ตอนกลางค่อนมาทางทิศใต้ของจังหวัดเลย 
    • ขนาดพื้นที่ 
      มีพื้นที่ประมาณ 1,144.75 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่ 
      สภาพโดยทั่วไปเป็นภูเขาและที่ราบสูงโดยเฉพาะด้านทิศตะวันตกมีทิวเขา ภูหลวง ทอดยาวตลอดแนวเป็นต้นกำเนิดแหล่งน้ำหลายสาย เช่น แม่น้ำเลย แม่น้ำทบ และแม่น้ำฮวย ส่วนด้านทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันออกเป็นที่ราบสูงสลับเนินเตี้ย ๆ มีแม่น้ำปวนไหลผ่าน มีที่ราบลุ่มเพียงเล็กน้อย สูงจากน้ำทะเลประมาณ 200-500 เมตร
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับเขตอำเภอเมืองเลยและอำเภอนาด้วง 
      - ทิศใต้ ติดต่อกับเขตอำเภอภูหลวง , กิ่งอำเภอหนองหินและอำเภอผาขาว 
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขต กิ่ง อำเภอเอราวัณ
      - ทิศตะวันตก ติดต่อเขตอำเภอภูเรือ และ อำเภอภูหลวง
    • ประวัติความเป็นมา
      อำเภอวังสะพุง เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดเลย เดิมทีเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ต่อมามีฐานะเป็นแขวง โดยอยู่ในความปกครองของเมืองหล่มสัก ในปี 2441 ได้จัดตั้งอำเภอวังสะพุง ขึ้นโดยเป็นอำเภอหนึ่งของเมืองหล่มสัก มีหลวงราชภักดี(พิกุล) เป็นนายอำเภอคนแรก ต่อมามีประกาศฉบับลงวันที่ 4 มกราคม 2450 มีการแบ่งเขตการปกครองใหม่ให้คงมีแต่เมืองเลย และให้โอนอำเภอวังสะพุง มาขึ้นการปกครองของเมืองเลยตั้งแต่ พ.ศ. 2451 ในสมัยของ หลวงพินิจอักษร(เทียม) เป็นนายอำเภอและตรงกับสมัยพระศรีสงคราม( มณี เหมาภา )เป็นข้าหลวงประจำเมืองเลย ตั้งแต่นั้นมา อำเภอวังสะพุง จึงขึ้นการปกครองกับจังหวัดเลย จนถึงปัจจุบัน
      ที่มาชื่ออำเภอวังสะพุง ได้มาจากสิ่งธรรมชาติ 2 สิ่งรวมกัน คือ วัง( บริเวณที่มีน้ำลึกของแม่น้ำ) กับสะพุง(เป็นชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่ง ชอบขึ้นตามฝั่งแม่น้ำ) ที่ตั้งของอำเภอวังสะพุงอยู่บริเวณวังน้ำซึ่งมีต้นสะพุง ขึ้นอยู่ จึงได้ชื่อว่า อำเภอวังสะพุง
    • สัญลักษณ์และตราประจำอำเภอ
      เป็นต้นไม้ต้นสะพุง กับ สัญลักษณ์แม่น้ำ
    • คำขวัญของอำเภอ
      “วังสะพุงแดนเกจิอาจารย์ ต้นตำนานเมืองเซไล เสมาหินทรายเลื่องชื่อ นามระบือศูนย์ศิลป์สิรินธร”
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ต้นสะพุง
    • เพลงประจำอำเภอ 
      บทร้อยกรอง ประกอบงานร้อยปีวังสะพุง ดังนี้
      “วังสะพุงเมืองเก่าเคยเล่าขาน เริ่มตำนานนับศตวรรษพิพัฒน์สมัย
      ณ แดนอุดมนามประเทืองเมืองเซไล เจ้าฟ้าร่มขาวทรงตั้งให้ได้สืบมา
      คือตำบลบ้านทรายขาวของเรานี้ เป็นแหล่งชี้อารยธรรมล้ำภาษา
      จวบกระทั่งวังสะพุงรุ่งเรืองมา เป็นหนึ่งอาณาลุ่มน้ำเลย
      ครั้นสมัยพระปิยมหาราช ไทยทั้งชาติชื่นชมนามตามเฉลย
      บารมีพระเหลือล้ำค่าคำเปรย ธ ไม่เคยทิ้งไพร่ฟ้าประชากร
      ทรงเริ่มตั้งวังสะพุงอำเภอใหม่ ให้ขึ้นในเมืองหล่มสักสโมสร
      มีนายอำเภอคนแรกของราษฎร นามกรหลวงราชภักดี
      ปฏิบัติราชการงานของรัฐ ช่วยบำบัดทุกข์ภัยในทุกที่
      ประชาชนสุขล้วนถ้วนทวี ถึงหลวงพินิจอักษรศรีเข้าปกครอง
      วังสะพุงจึงเปลี่ยนอำเภอใหญ่ โอนเข้าในเลยบุรีเป็นที่สอง
      นับจำนวนนายอำเภอจากกรมกอง สามสิบเก้าคนครองผองประชา
      สุขสงบร่มเย็นเป็นศรีแคว้น ในดินแดนใสพิสุทธิ์พุทธศาสนา
      ยึดมั่นในวัฒนธรรมนับเนิ่นมา ต่างโอบเอื้อเมตตาการุณกัน
      ถ้าถามถึงคนดีศรีสง่า มวลพสกทั่วทิศาศรัทธามั่น
      นำชื่อเสียงจากอดีตถึงปัจจุบัน เรียนว่ามีหลายท่านเกินกล่าวนาม
      อาทิท่านหลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระสุปฏิปันโนครบองค์สาม
      สาธุชนเลื่อมใสทุกเขตคาม เจ้าอารามแห่งโคกมนคนเลื่องลือ
      ท่านหลวงปู่ศรีจันทร์ วัณณาโภ วัดใหญ่โตศรีสุทธาวาสพิลาสชื่อ
      ตั้งสำนักอ่านเขียนเพียรฝึกปรือ คนนับถือทั่วทิศศิษย์มากมี
      ส่วนคนดีด้านสรรค์สร้างในทางศิลป์ ก็ไม่สิ้นคนเด่นเป็นศักดิ์ศรี
      ครูคนดังนาม สังคม ทองมี คนเก่งแห่งศรีสงครามวิทยา
      ผลงานคือบรรดาสานุศิษย์ ล้วนพิชิตรางวัลใหญ่ไปทั่วหล้า
      นำชื่อเสียงสู่ประเทศเขตอาณา เสมือนเพชรล้ำค่าคู่วังสะพุง
      ฉะนั้นจึงเป็นเมืองมีคนดีพร้อม ต่างนึกน้อมร่วมจิตคิดมาดมุ่ง
      จัดฉลองครบร้อยปีศรีวังสะพุง เพื่อผดุงวัฒนธรรมล้ำวิไล
      ขอชาวเราช่วยดำรงคงสืบสาน ประเพณีเพื่อลูกหลานเหนือสิ่งไหน
      ร้อยปีเหมือนร้อยรักจากดวงใจ ร้อยธำรงสิ่งดีไว้ให้นานนาน”

    • สินค้าประจำตำบล(หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      ตารางแสดงสินค้าประจำตำบล(หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1 วังสะพุง ดอกไม้ประดิษฐ์ผลิตจากดินจิ๋ว(ดินวิทยาศาสตร์) บ้านบุ่งผักก้าม หมู่ที่ 3
      2 ศรีสงคราม กลุ่มทอผ้าบ้านบุ่งกกตาล บ้านบุ่งกกตาล หมู่ที่ 6
      3 ปากปวน กลุ่มทอผ้า บ้านปากปวน หมู่ที่ 8
      4 ผาน้อย 
      - กลุ่มทอผ้าบ้านวังแท่น บ้านวังแท่น หมู่ที่ 4 
      - กลุ่มทำปลาร้าบ้านผาน้อย บ้านผาน้อย หมู่ที่ 1
      5 หนองงิ้ว กลุ่มเขียนภาพบนพัดบ้านน้ำจันทร์ บ้านน้ำจันทร์ หมู่ที่ 4
      6 เขาหลวง สถานที่ท่องเที่ยวน้ำตกน้ำทบ บ้านน้ำทบ หมู่ที่ 8
      7 ทรายขาว 
      - ศูนย์วัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น บ้านทรายขาว หมู่ที่ 2, 5, 6
      - กลุ่มสุราพื้นบ้าน/สุราแช่/น้ำผึ้ง บ้านบุ่งค้อ หมู่ที่ 1
      - กลุ่มไม้กวด/เย็บผ้า บ้านทรายขาว หมู่ที่ 2
      - กลุ่มดอกไม้จันทร์ บ้านทรายขาว หมู่ที่ 6
      8 ผาบิ้ง สถานที่ท่องเที่ยววัดถ้ำผาบิ้ง บ้านนาแก หมู่ที่ 1
      9 โคกขมิ้น กลุ่มทอผ้าไหมพรม บ้านขอนยาง หมู่ที่ 9
      10 หนองหญ้าปล้อง กลุ่มเครื่องจักรสานไม้ไผ่ บ้านกลาง หมู่ที่ 1
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      อยู่ห่างจากจังหวัดเลย 22 กิโลเมตร, ห่างจากกรุงเทพมหานคร 520 กิโลเมตร, ห่างจาก สปป.ลาว ประมาณ 70 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอภูกระดึง
    • ที่ตั้งอำเภอ
      ตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ของจังหวัดเลย ติดต่อกับ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
    • พิกัดตำแหน่ง
      อำเภอภูกระดึง ตั้งอยู่พิกัดตำแหน่ง อาร์ ยู 077685
    • ขนาดพื้นที่
      มีขนาดพื้นที่ 626 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นภูเขาซับซ้อนและเป็นที่ราบสูง ป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ กิ่งอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่น
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
    • ประวัติความเป็นมา
      สาเหตุที่เรียกเป็นภูกระดึง เพราะว่าเมื่อประมาณ150 ปี ที่ผ่านมา ตำนานเล่าขานกันว่ามีนายพรานผู้หนึ่ง ตามล่ากระทิงขึ้นไปบนเขาลูกหนึ่งในเขตตำบลศรีฐาน และได้พบกับสิ่งมหัศจรรย์คือ บนยอดเขามีพื้นที่เป็นลักษณะราบเรียบ กว้างใหญ่ มีทุ่งหญ้าและป่าสนเต็มไปด้วยสัตว์ป่านานาชนิด เช่นโขลงช้าง ฝูงกระทิง เก้ง กวาง หมูป่า หากินอยู่กันเป็นฝูงๆ ไม่กลัวคน เพราะไม่เคยเห็นคนมาก่อนภูกระดึงที่ปิดบังซ่อนเร้นอยู่ จึงถูกเปิดเผยขึ้นมาตั้งแต่นั้นมา
      ชื่อภูกระดึงนั้นมีเรื่องกล่าวกันว่า ได้ยินเสียงระฆังหรือกระดิ่งมาจากภูเขาลูกนี้เสมอ ในวันพระหรือวันโกน คล้ายกับว่าบนภูเขานั้นมีหมู่บ้านอยู่บนยอดเขา กล่าวกันว่าเป็นเสียงระฆังของพระอินทร์เพราะยังไม่มีใครเห็นเลย และถ้าขึ้นไปเดินแรงๆหรือใช้ไม้กระทุ้งพื้นดินจะเกิดเสียงสะท้อนคล้ายเสียงระฆัง จึงได้รับขนานนามว่า “ภูกระดึง”
      ธรรมชาติที่สวยงามของภูกระดึง เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นเมื่อ พ.ศ.2463 นายอำเภอวังสะพุงได้ไปสร้างพระพุทธรูปไว้ ต่อมากรมป่าไม้ได้ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี พ.ศ.2505 เพื่อเป็นการอนุรักษ์ธรรมชาติ เพื่อการศึกษาทางธรรมชาติวิทยา เพื่อการพักผ่อน การท่องเที่ยว และการกระจายรายได้สู่ประชาชนในพื้นที่
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      ราชาแห่งขุนเขา ผานกเค้าเป็นหน้าด่าน มะขามหวานรสดี
    • เพลงประจำอำเภอ
      เพลงภูกระดึง
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ได้แก่ ผ้าพื้นเมือง , ยาสูบ , ผลิตผลทางการเกษตร , ของชำร่วยผลิตจากไม้ไผ่, มะขามหวาน ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าวเหนียว ถั่วเหลือง
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลผานกเค้า ผ้าพื้นเมือง 
      2. ตำบลห้วยส้ม ผลิตผลทางการเกษตร
      3. ตำบลภูกระดึง ยาสูบ 
      4. ตำบลศรีฐาน ของชำร่วยผลิตจากไม้ไผ่
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางระหว่างจังหวัดเลยไปยังอำเภอภูกระดึงประมาณ 75 กิโลเมตร

 

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอภูหลวง
    • ที่ตั้งอำเภอ
      อำเภอภูหลวง ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของจังหวัด
    • พิกัดตำแหน่ง
      คิวยู 891352
    • ขนาดพื้นที่
      มีพื้นที่ 594.8 ตร.กม. หรือประมาณ 371,750 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 5.20 ของพื้นที่ จ.เลย
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นพื้นที่ภูเขาสูง และที่ราบ
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ กิ่งอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และ อำเภอหล่มเก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
    • ประวัติความเป็นมา
      อำเภอภูหลวง ได้จัดตั้งเป็นกิ่งอำเภอภูหลวง เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2523 โดยแยกออกจากอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย มีเขตการปกครอง 2 ตำบล คือ ตำบลหนองคัน และตำบลภูหอ ได้จัดตั้งที่ว่าการกิ่งอำเภอภูหลวงเป็นที่ทำการชั่วคราวที่โรงเรียนชุมชนบ้านหนองคัน ต่อมาที่ว่าการอำเภอภูหลวง ได้จัดตั้งขึ้นที่โคกหนองแปน ถนนแยกภูหลวง - โนนสว่าง หมู่ที่ 3 บ้านอุ่มมะนาว ตำบลหนองคัน และได้เปิดบริการให้แก่ประชาชนครั้งแรก เมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2524 และได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2535 จนถึงปัจจุบัน
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ต้นไม้กัลปพฤกษ์
    • สินค้าประจำอำเภอ
      ไม้กวาด
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      กลุ่มทอผ้าบ้าหนองบัว
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ประมาณ 50 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอผาขาว
    • ที่ตั้งอำเภอ
      อำเภอผาขาวตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของจังหวัดเลย ห่างจากตัวจังหวัดเลย ประมาณ 77 กิโลเมตร
    • พิกัดตำแหน่ง
      SD. 843887
    • ขนาดพื้นที่
      จำนวนเนื้อที่ 289,375 ไร่ หรือ จำนวน 407 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบสลับกับหุบเขาแคบ ๆ มีสายน้ำเล็ก ๆ ไหลผ่าน เป็นสายน้ำแหล่งสำคัญ คือ ลำน้ำพวย มีต้นกำเนิดจากภูเขาในเขต กิ่งอำเภอหนองหิน
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับเขต อำเภอวังสะพุง กิ่งอำเภอเอราวัณ จังหวัดเลย และอำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศใต้ ติดต่อกับเขต อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย, อำเภอสีชมพู จังหวัดขอนแก่น 
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับเขต อำเภอศรีบุญเรือง จังหวัดหนองบัวลำภู
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับเขต กิ่งอำเภอหนองหิน จังหวัดเลย
    • ประวัติความเป็นมา
      จัดตั้งเป็นตำบลผาขาว เมื่อปี พ.ศ.2481 อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย พ.ศ.2505 อยู่ในเขตการปกครองของอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. 2530 ยกฐานะเป็นกิ่งอำเภอผาขาว ครอบคลุมพื้นที่ 4 ตำบล คือ ตำบลโนนปอแดง ตำบลท่าช้างคล้อง ตำบลผาขาว ตำบลโนนป่าซาง และเมื่อ พ.ศ. 2531 เพิ่มขึ้นอีก 1 ตำบล คือ ตำบลบ้านเพิ่ม
      จนกระทั่ง พ.ศ. 2537 ได้รับการยกฐานะเป็น อำเภอผาขาวในปัจจุบัน
    • คำขวัญประจำอำเภอ
      “ ดินแดนแห่งผาสูงใหญ่ ไร่มะขามหวาน ธารน้ำพวย สวยธรรมชาติ”
    • ต้นไม้ประจำอำเภอ
      ชาใบหม่อน, ผ้าฝ้าย, ผ้าปูโต๊ะลายขิด, ผ้ารองจาน, ส้มเขียวหวาน
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลโนนป่าซาง อำเภอผาขาว 
      ชื่อผลิตภัณฑ์:ทอผ้าไหมมัดหมี่, ผ้าไหมพื้นเรียบ
      ปริมาณการผลิต:50 เมตร ต่อเดือน
      ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มทอผ้าไหมบ้านโสกนกไก่นา
      สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 30 หมู่ที่ 4 บ้านโสกนกไก่นา ตำบลโนนป่าซาง อำเภอผาขาว จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4289-4114
      2. ตำบลบ้านเพิ่ม อำเภอผาขาว
      ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าห่มเหยียบ, ผ้าห่มซิ่ง 
      ปริมาณการผลิต:50 ผืน ต่อเดือน
      ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มสตรีบ้านหนองไฮ
      สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 2 หมู่ 5 บ้านหนองไฮ ตำบลบ้านเพิ่ม อำเภอผาขาว จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4280-1975
      3. ตำบลโนนปอแดง อำเภอผาขาว
      ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้าฝ้ายลายขิด
      ปริมาณการผลิต:200 ชิ้น ต่อเดือน
      ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มทอผ้าฝ้ายบ้านโนนกกข่า
      สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 19 หมู่ที่ 5 บ้านโนนกกข่า ตำบลโนนปอแดง อำเภอผาขาว จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-8269
      4. ตำบลผาขาว อำเภอผาขาว
      ชื่อผลิตภัณฑ์:ชาใบหม่อน
      ปริมาณการผลิต:160 กิโลกรัม ต่อเดือน
      ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:แม่บ้านเกษตรกรบ้านดงน้อย
      สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 111 หมู่ที่ 4 บ้านดงน้อย ตำบลผาขาว อำเภอผาขาว จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-9277-4207
      5. ตำบลท่าช้างคล้อง อำเภอผาขาว 
      ชื่อผลิตภัณฑ์:ผ้ารองจานลายขิด, ผ้าปูโต๊ะลายขิด
      ปริมาณการผลิต:100 ชิ้น ต่อเดือน
      ชื่อกลุ่มผู้ผลิต:กลุ่มทอผ้าสตรีตำบลท่าช้างคล้อง
      สถานที่ติดต่อ:เลขที่ 291 หมู่ที่ 11 บ้านหนองตาใต้ ตำบลท่าช้างคล้อง อำเภอผาขาว จังหวัดเลย โทรศัพท์ :0-4281-8223
    • ระยะทางจากอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางประมาณ 77 กิโลเมตร

 

-> กลับขึ้นด้านบน


  • กิ่งอำเภอหนองหิน
    • ที่ตั้งกิ่งอำเภอ
      อยู่ทางทิศใต้ของจังหวัดเลย ห่างจากตัวจังหวัด 46 กิโลเมตร
    • พิกัดตำแหน่ง
      RU 037952
    • ขนาดพื้นที่
      มีเนื้อที่ทั้งหมด 382 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      เป็นที่ราบและที่ราบสูงสลับกับภูเขา เหมาะแก่การอนุรักษ์เป็นแหล่งท่องเที่ยว
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอผาขาว จังหวัดเลย
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอภูหลวง จังหวัดเลย
    • ประวัติความเป็นมา
      หนองหิน เป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้หนองน้ำที่เต็มไปด้วยก้อนหินขนาดเขื่องระเกะระกะกระจายทั่วไปมีน้ำได้ใช้สอดตลอดปี ชาวบ้านเรียกหนองน้ำนี้ว่า “ หนองหิน ” ซึ่งอยู่ริมทางหลวงสาย 201 ( มะลิวัลย์ ) ตำบลหนองหิน อำเภอภูกระดึง มีประชากร อพยพเข้ามาแสวงหาถิ่นฐานเพิ่มจำนวนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว เพื่อประโยชน์ของประชาชนในการติดต่อกับราชการ รวมทั้งความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน กระทรวงมหาดไทย จึงได้ประกาศแยกตำบลหนองหิน ตำบลปวนพุ จากอำเภอภูกระดึง แยกบ้านตาดข่า บ้านโคกใหญ่ บ้านแสนสุข บ้านไร่พวย มาตั้งเป็นตำบลตาดข่า ตั้งขึ้นเป็นกิ่งอำเภอหนองหิน เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2540 โดยอาศัยสำนักงานสุขาภิบาล ( สำนักงานเทศบาลหนองหิน)ในปัจจุบันเป็นที่ทำการชั่วคราวจนได้สร้างที่ว่าการกิ่งอำเภอจึงได้ย้ายไปอยู่ในที่ว่าการกิ่งอำเภอหนองหินหลังใหม่ ส่วนสำนักสุขาภิบาลตำบลหนองหิน ต่อมาเป็นสำนักงานเทศบาลหนองหิน
      ปัจจุบันกิ่งอำเภอหนองหิน เป็นกิ่งอำเภอชั้น 4 มีพื้นที่ 382 ตารางกิโลเมตร อยู่ห่างจากจังหวัดเลยไปทางทิศใต้ 46 กิโลเมตร มีการปกครอง 1 เทศบาล 3 อบต. 3 ตำบล 33 หมู่บ้าน นายอำเภอคนปัจจุบัน ชื่อ นายสุนันท์ เจริญยุทธ ตำแหน่ง ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้าประจำกิ่งอำเภอหนองหิน
    • สินค้าประจำกิ่งอำเภอ
      กระบอกไม้ไผ่, แชมพูจากสมุนไพร, ปลาในกระชัง
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลหนองหิน กล้วยอบ
      2. ตำบลปวนพุ กระบอกไม้ไผ่, ปลาในกระชัง
      3. ตำบลตาดข่า แชมพูจากสมุนไพร
      ระยะทางจากกิ่งอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางประมาณ 46 กิโลเมตร

-> กลับขึ้นด้านบน


  • อำเภอเอราวัณ
    • ที่ตั้งกิ่งอำเภอ
      ตั้งอยู่บริเวณด้านทิศตะวันออกของจังหวัดเลย เป็นเขตติดต่อกับจังหวัดอุดรธานี
    • พิกัดตำแหน่ง
      พิกัดตำแหน่ง RV 128156
    • ขนาดพื้นที่
      มีพื้นที่ 262 ตารางกิโลเมตร
    • ลักษณะพื้นที่
      มีลักษณะเป็นที่ราบ สลับภูเขา
    • อาณาเขตติดต่อ
      - ทิศเหนือ ติดต่อกับ อำเภอนาด้วง จังหวัดเลย 
      - ทิศใต้ ติดต่อกับ อำเภอผาขาว จังหวัดเลย 
      - ทิศตะวันออก ติดต่อกับ อำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู 
      - ทิศตะวันตก ติดต่อกับ อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย
    • ประวัติความเป็นมา
      กิ่งอำเภอเอราวัณ ได้ยกฐานะเป็น กิ่งอำเภอเอราวัณ เมื่อ วันที่ 1 เม.ย.2538 โดยแยกการปกครองออกจากอำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย แบ่งการปกครองออกเป็น 4 ตำบล 45 หมู่บ้าน ขณะนี้ทั้ง 4 ตำบล ได้รับการจัดตั้งเป็นองค์การบริหารส่วนตำบลแล้ว
      คำว่า “เอราวัณ” ได้มาจากชื่อถ้ำขนาดใหญ่ ซึ่งตั้งอยู่บนเขาลูกหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกกันว่า “ถ้ำเอราวัณ” เป็นถ้ำที่สวยงาม อยู่บริเวณเขตรอยต่อระหว่างกิ่งอำเภอเอราวัณ กับอำเภอนาวัง จังหวัดหนองบัวลำภู ดังนั้น จึงได้ตั้งชื่อกิ่งอำเภอเอราวัณว่า “เอราวัณ”
    • คำขวัญประจำกิ่งอำเภอ
      “เอราวัณช้างใหญ่ ลำไย มะขามหวาน ตำนานบั้งไฟแสน ดินแดนผ้าไหมงาม”
    • สินค้าประจำกิ่งอำเภอ
      ผ้าไหม มะขามหวาน และ ลำไย
    • สินค้าประจำตำบล (หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์)
      1. ตำบลเอราวัณ ผ้าห่ม / ผ้าสำลี
      2. ตำบลผาอินทร์แปลง ผ้าไหม
      3. ตำบลผาสามยอด ผ้าย้อมสีจากธรรมชาติ
      4. ตำบลทรัพย์ไพวัลย์ เครื่องจักสานจากไม้ไผ่
      ระยะทางจากกิ่งอำเภอไปจังหวัดเลย
      ระยะทางประมาณ 45 กิโลเมตร
Comments